AuthorJessica Wilson

รู้ไหม SEO ทำได้ทั้งกับรูปภาพและบทความ

SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ทุกเว็บไซต์ควรทำ เพราะเป็นเกณฑ์วัดคุณภาพของเว็บไซต์ที่ Google ใช้ในการจัดอันดับการนำเสนอบนหน้าจอ เมื่อมีการค้นพบด้วย keyword ต่าง ๆ ซึ่ง SEO สามารถทำได้ทั้งในส่วนของบทความและรูปภาพ ดังรายละเอียด ต่อไปนี้

SEO บทความ

คนที่ใช้ Google ค้นข้อมูล จะหาจากการพิมพ์ keyword ในช่อง search ซึ่งผู้ที่ทำเว็บไซต์ SEO สามารถศึกษาคำที่นิยมใช้หาใน Google search Console ซึ่งเป็นแหล่งวิเคราะห์และรวบรวมสถิติด้านต่าง ๆ ไว้ ซึ่งนำไปต่อยอดได้มาก

เมื่อได้ keyword แล้ว ให้นำมาเป็นหัวใจในการเขียนบทความ SEO ที่ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายต่อไป ทั้งนี้ ต้องใช้ในการตั้งชื่อบทความ (Title) และคิดบทคัดย่อ (Meta Description) เพื่อดึงดูดใจให้คนคลิกเข้ามาอ่านบทความฉบับเต็มในเว็บไซต์ด้วย เป็นการเพิ่มค่า traffic ให้เว็บไซต์ได้ด้วย

ทั้งนี้ การทำ บทความ SEO คนส่วนใหญ่จะใช้โปรแกรม WordPress ซึ่งสามารถดาวน์โหลดปลั๊กอิน เช่น Yoast SEO ช่วยในการวิเคราะห์การตั้งชื่อหัวข้อและการเขียนบทย่อ ว่าเหมาะสมหรือยังต้องปรับปรุง และ plugin นี้ยังสามารถใช้ในการสร้าง hyperlink เชื่อมโยงไปสู่เพจหน้าอื่น ซึ่งจะช่วยส่งผลให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้ด้วย

SEO รูปภาพ

การทำ SEO ให้รูปภาพ เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม แต่ที่จริงแล้วมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำ SEO ให้บทความ หากเว็บไซต์ของคุณแสดงรูปภาพสวย ๆ ปรากฏอยู่ในหน้าต่างค้นหาภาพหรือ image ใน Google จะกระตุ้นให้คนคลิกเข้าไปชมรายละเอียดอื่น ๆ ในเว็บไซต์ นำไปสู่การขายสินค้าได้ด้วย

มีการวิจัยพบว่าผู้คนในปัจจุบันชอบดูรูปภาพที่สวยงาม มีเอกลักษณ์ และนิยมนำรูปภาพที่น่าประทับใจไปอ้างอิงต่อ ซึ่งหากเว็บไซต์คุณทำ SEO จนภาพถูกนำไปใช้ต่อก็จะทำให้เพิ่มค่า traffic การเข้าชมเว็บไซต์ได้ ทำให้ยิ่งเพิ่มอันดับ SEO เว็บไซต์ให้ดีขึ้นได้

การทำ SEO ให้กับรูปภาพ จะประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ

การทำสารบัญรูปภาพหรือที่เรียกว่า sitemap

การใส่รายละเอียดลงไปในส่วน alt tag และการวางตำแหน่งรูปภาพให้เหมาะสมตรงกับย่อหน้าที่กล่าวถึง

การตรวจสอบผลการทำใน Google search Console ว่าว่าข้อมูลในระบบมีการอัปเดตขึ้นจริง และเมื่อคุณลองพิมพ์ค้นหาใน Google ก็จะพบว่ารูปทั้งหมดที่คุณทำแสดงแล้วเรียบร้อย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO มีประโยชน์ต่อธุรกิจออนไลน์ ไม่ว่าจะทำ SEO ให้บทความหรือรูปภาพก็ต้องมีความสม่ำเสมอ มีการผลิตผลงานสดใหม่ตลอดเวลา และที่สำคัญต้องไม่ไปคัดลอกงานซ้ำจากแหล่งอื่นที่จะทำให้ถูกแบนจากระบบ Google ได้

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านเข้าใจหลักการทำ SEO ในสองส่วนนี้มากขึ้น เพื่อนำไปปรับใช้กับธุรกิจออนไลน์ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำการตลาด SEO และ SEM

การทำ การตลาดออนไลน์ แบบ SEO และ SEM เป็นสิ่งที่สามารถช่วยให้เว็บไซต์ทางธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าและบริการทุกประเภทประสบความสำเร็จมากขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายในด้านยอดขายและการขยายฐานลูกค้าให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ

การตลาดทั้งสองแบบนี้ มีหลักการและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ที่เจ้าของธุรกิจควรทราบตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อการวางแผนการปฏิบัติและหวังผลที่เหมาะสม ดังที่เรารวบรวมประเด็นมาดังนี้

มารู้จักเทคนิคการทำ SEO

SEO หรือ search engine optimization เป็นการตลาดที่เหมาะอย่างยิ่งกับธุรกิจรายย่อย หรือผู้ที่มีเงินทุนจำกัด เพราะเป็นเทคนิคที่ไม่มีค่าใช้จ่าย กล่าวคือ เมื่อผู้ทำเว็บไซต์ศึกษาวิธีการทำ SEO จากหนังสือหรือลงคอร์สเรียน แล้วนำมาศึกษาเพิ่มผ่านประสบการณ์

การอัปเดตข้อมูลในเว็บไซต์เป็นประจำ ร่วมกับการพัฒนาส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าในการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ ระบบ algorithm ของ Google ก็จะมาเก็บข้อมูลไปเปรียบเทียบทางเทคนิค เพื่อนำสู่การจัดอันดับแสดงผลในหน้า SERPs หรือ search engine result pages ที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของเว็บไซต์ไม่ถนัดทำ SEO หรือไม่มีเวลาบริหารจัดการ ก็สามารถจ้างบริษัทเอกชนที่มีประสบการณ์สูงทำเว็บไซต์ SEO ให้ก็ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำ SEO แนะนำว่าต้องดูแลทั้งในส่วนโครงสร้าง การตรวจสอบลิงก์ที่เชื่อมโยงให้มีคุณภาพ ไม่มีปัญหาความผิดพลาดหรือ Error การทำ SEO ให้แก่รูปภาพประกอบ ก็สามารถช่วยเสริมอันดับในการสืบค้นให้ดีขึ้นได้

การผลิตบทความที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องอัปเดตเป็นประจำทุกวันก็สำคัญ เพื่อให้ลูกค้าเกิดการจดจำและมีการเข้ามาชมสม่ำเสมอ ฯลฯ เหล่านี้ คือ เคล็ดลับการทำ SEO ที่ดี ซึ่งต้องอาศัยเวลา 3 ถึง 6 เดือน จึงเห็นผลอันดับดีขึ้นชัดเจน

SEM เทคนิคที่ต้องเรียนรู้

ส่วน SEM เป็นเทคนิคที่ย่อมาจาก search engine marketing เป็นการตลาดออนไลน์ที่ต้องมีการจ่ายเงินให้แก่ Google ในการประมูลพื้นที่ส่วนของ Sponsor และจะต้องมีการชำระให้แก่ทาง search engine เพิ่มเติม เมื่อมีผู้คลิกเข้ามาชมเป็นรายครั้ง แต่ก็นับว่าคุ้มค่า หากมีการซื้อขายสินค้าตามมา

SEM จึงเหมาะกับการเร่งกระตุ้นยอดขายในช่วงวันเทศกาล เช่น ปีใหม่สงกรานต์ คริสต์มาส หรือช่วงปลายเดือนที่ผู้คนส่วนใหญ่มีกำลังซื้อสินค้า เป็นช่วงเวลาที่กระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี

การทำ SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดที่ทุกธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตทำควบคู่กันได้ แต่แนะนำให้มีการวางแผนว่าจะต้องทำ SEM เสริมจาก SEO ในช่วงเวลาใดของเดือนหรือปี เพื่อให้ควบคุมรายจ่ายได้ดี และได้กำไรจากการขายคุ้มค่ามากที่สุด

เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้ที่ทำเว็บไซต์ออนไลน์เห็นถึงความแตกต่างและรับรู้ข้อจำกัดของ SEO และ SEM ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับจังหวะเวลาและงบประมาณต่อไป

มารู้จักเทคนิคการทำ SEO

SEO สิ่งที่ต้องตรวจสอบกับบริษัทรับทำ SEO ก่อนการจ้างงาน

การทำ SEO ตามระบบ Search Engine Organization ที่ Google กำหนด เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเว็บไซต์ออนไลน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจรายอื่น หากทำอันดับ SEO ได้สูง ก็จะมีลำดับในการสืบค้นหน้าต่างของ Google ที่ดีขึ้น มีความน่าเชื่อถือและเพิ่มยอดขายได้อย่างมาก

การจ้างงานบริษัทรับทำ SEO จำเป็นจะต้องเลือกบริษัทที่มีคุณภาพจากการตรวจตรวจสอบสิ่งต่อไปนี้

1. มีเลขที่จดทะเบียนการค้าที่ชัดเจน เพื่อลดโอกาสถูกมิจฉาชีพหลอกลวง และต้องมีสัญญาการจ้างงานอย่างเป็นกิจจะลักษณะ โดยทั่วไปการทำ SEO ต้องใช้ระยะเวลา 3-6 เดือนจึงจะเห็นผลการจ้างงาน ในระหว่างการทำ จึงต้องมีการระบุถึงการรายงานความเปลี่ยนแปลงเป็นระยะด้วย เพื่อไม่ให้เจ้าของเว็บไซต์เสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจไปกับบริษัทที่ไม่มีความรับผิดชอบ

2. การตรวจสอบความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการรายเก่า มักมีการรีวิวหรือแนะนำไว้ว่าบริษัททำ SEO ที่ใดบ้าง ที่สร้างผลงานน่าพึงพอใจทั้งใน Pantip หรือ Facebook หรือแม้แต่คนที่คุณรู้จักที่มีเว็บไซต์ออนไลน์ ก็สามารถที่จะสอบถาม เพื่อเสริมความมั่นใจได้ ทั้งนี้หากทางบริษัทมีการรับประกันผล ว่าจะทำให้เว็บไซต์ออนไลน์ของคุณขึ้นสู่อันดับที่ 1 ในการใช้ keyword หนึ่ง ๆ เสมอ ให้คำนึงเสมอว่าอาจถูกหลอกลวงหรือทำ SEO แบบผิด ๆ เพราะเป็นไปได้ยากในเมื่อระบบ algorithm ของ Google มีความซับซ้อนและมีการรายงานผลแบบ Real Time ซึ่งเว็บไซต์จำนวนมากก็มีทำการทำ SEO เช่นเดียวกัน การการันตีอันดับ 1 จึงมีความเสี่ยงสูงมากที่จะผิดหวังจากการกล่าวอ้างเกินความจริง

3. การลำดับในการทำ SEO แบบมืออาชีพ หากคุณศึกษาพื้นฐานในการทำ SEO มาบ้าง จะพบว่าต้องใส่ใจทั้ง on- Page SEO และ Off-Page SEO ซึ่งหลายคนมักเข้าใจว่าการเลือก keyword ที่ดีใน on-Page SEO จะทำให้อันดับดีขึ้นได้เป็นจุดแรก ที่จริงแล้วต้องเริ่มจากการปรับส่วนโครงสร้างของเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน มีการแยกสินค้าเป็นหมวดหมู่ และพัฒนาให้เว็บไซต์เหมาะกับการใช้ทางโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เปรียบได้กับร้านค้าที่ต้องมีการจัดตู้โต๊ะชั้นให้เป็นระเบียบก่อนการจัดวางสินค้า จะทำให้ระบบของ Google มาเก็บข้อมูลได้ง่ายผ่าน XML sitemap ที่เทียบเท่ากับสารบัญของหนังสือ

จะเห็นได้ว่า การเลือกบริษัททำ SEO จำเป็นต้อง พิจารณาจากหลายองค์ประกอบและหาข้อมูลหลาย ๆ บริษัทเปรียบเทียบกันถึงจุดดีและด้อย ที่สำคัญต้องเลือกบริษัทที่คิดค่าใช้จ่ายในเกณฑ์ที่เหมาะสมด้วย เนื่องจากการ จ้างทำ SEO จะเป็นต้นทุนทางธุรกิจในระยะยาว เพราะมีผลต่ออันดับของเว็บไซต์ในผลการค้นหา จึงต้องค่อย ๆ เลือกเฟ้นหาบริษัททำ SEO ที่มีจรรยาบรรณและมีความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมของ Google

SEO สิ่งที่ต้องตรวจสอบกับบริษัทรับทำ SEO ก่อนการจ้างงาน

จะจ้างทำ SEO ทั้งทีต้องเลือกจากอะไรบ้าง

จะจ้างทำ SEO ทั้งทีต้องเลือกจากอะไรบ้าง

การทำ SEO หรือ search engine optimization ตามระบบที่ Google กำหนด เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจรายละเอียดหลากหลายด้าน ผู้ที่มีเวลาสำหรับการเรียนรู้และทำได้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเท่านั้น จึงจะประสบผลสำเร็จเพิ่มยอดขายและสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดได้

ส่วนผู้ที่ไม่ถนัดจะทำ SEO ด้วยตัวเอง สามารถจ้างบริษัทเอกชนทำ SEO ก็ได้ ทั้งนี้ ควรที่จะดูคุณภาพของบริษัทจากหลักเกณฑ์ต่อไปนี้

1. มีเอกสารยืนยันตัวตน

การมีใบอนุญาตอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจที่ จะสามารถติดตามตัวผู้รับผิดชอบได้ หากมีการจ้างงานแล้วไม่ได้ทำตามสัญญา ก็สามารถที่จะฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าชดเชยได้

2. เจ้าหน้าที่มีความเป็นมืออาชีพ

สิ่งที่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ คือ สามารถที่จะบอกผู้ว่าจ้างได้ว่า หลักการทำ SEO คืออะไร ต้องแก้ไขที่จุดไหนสำหรับเว็บไซต์ของคุณเป็นอันดับต้น ผู้ที่จะว่าจ้างสามารถศึกษาหลักการทำ SEO พื้นฐานได้จากเว็บไซต์ทั่วไป เพื่อที่จะเข้าใจในสิ่งที่บริษัทรับทำ SEO ต้องการที่จะสื่อสารมากยิ่งขึ้น

3. มีผลงานให้ดูพัฒนาการ

การทำ SEO เป็นงานต่อเนื่อง ต้องอาศัยการพัฒนาองค์ประกอบต่าง ๆ ในเว็บไซต์พร้อม ๆ กัน ได้แก่ ปรับส่วนโครงสร้างให้ใช้งานง่าย การผลิตบทความที่ผ่านการเลือก keyword ที่เหมาะสม เช่นเดียวกับการตั้งหัวข้อและคิด Meta Description ที่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันเชิงธุรกิจ สิ่งเหล่านี้จะเห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงอันดับ SEO ที่ดีขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อทำต่อเนื่องไป 2-3 เดือน บริษัทที่รับทำ SEO จึงต้องมีการทำรายงานแสดงผลการปฏิบัติการในแต่ละวันและรายเดือนให้ผู้จ้างงานมั่นใจได้ว่าจะมีความคืบหน้าของอันดับ SEO จริง

4. ไม่มีประวัติเสีย

ไม่มีใครอยากจ้างงานบริษัทที่มีการทิ้งงานลูกค้ากลางคัน หรือหากหยุดจ้างแล้วทำให้อันดับ SEO ตกลงแบบผิดปกติ เพราะแสดงถึงการใช้เทคนิคที่ผิดกฎหมาย หรือมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในระบบบางอย่างที่ทำให้ Google ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างเหมาะสม การตรวจประวัติจะต้องศึกษาจากการรีวิวของลูกค้าในที่ต่าง ๆ จากพันทิปหรือ Facebook ที่จะมีคนมาแจ้งเตือนกันอยู่เรื่อย ๆ

5. ราคาต้องเหมาะสม

การทำ SEO ต้องอาศัยความสามารถหลากหลายด้านและต้องมีความใส่ใจในเนื้องาน พร้อมอัปเดตเป็นประจำ ราคาจึงควรอยู่ในเกณฑ์ปานกลางหรือเป็นราคาตลาด หากคุณบริษัทที่รับทำงานในราคาที่ต่ำเป็นพิเศษ ก็ต้องระวังว่าอาจจะใช้เทคนิคที่ไม่ถูกต้อง หรือมีปัญหาการทิ้งงานตามมาได้

การทำ SEO เป็นสิ่งสำคัญต่อการแข่งขันในโลกออนไลน์ จึงห้ามมองข้ามการศึกษาพื้นฐานการทำ SEO ที่ Google กำหนดและการเลือกจ้างบริษัททำ SEO ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง และทำให้มีอำนาจในการแข่งขันทางธุรกิจดียิ่งขึ้น

จ้างบริษัทเอกชนทำ SEO

เลือกบริษัทรับทำ SEO อย่างไรถึงจะไม่พลาด

การทำ SEO หรือ search engine optimization สามารถทำได้ด้วยตัวของเจ้าของ ธุรกิจออนไลน์ เอง ซึ่งหากเป็นผู้ที่มีความรู้พื้นฐานในการทำการตลาดออนไลน์อยู่แล้ว ก็เป็นเรื่องไม่ยากเกินไปที่จะศึกษาและหมั่นอัปเดตความรู้เพิ่มเติม

แต่ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำ หรือจำเป็นต้องให้เวลากับการบริหารส่วนอื่นของงาน การเลือกจ้างบริษัททำ SEO แบบมืออาชีพจะช่วยประหยัดเวลาและทำให้ธุรกิจเติบโตได้บรรลุเป้าหมายมากขึ้น

การเลือกบริษัททำ SEO ที่ดีควรมีลักษณะอย่างไรบ้าง

1. จ้างบริษัทที่มีเอกสารยืนยันตัวตน

เอกสารสำคัญที่ควรมี คือ หลักฐานการจดทะเบียนการค้าถูกต้องตามกฎหมาย หากสืบค้นจากระบบออนไลน์ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการลงทะเบียนยืนยันตัวตนที่ชัดเจน มีช่องทางในการติดต่อที่สะดวก น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการติดตามงานและมีผู้รับผิดชอบหากไม่เป็นตามสัญญาจ้างทำ SEO

2. ต้องมีการพูดคุยให้เข้าใจก่อน

เพื่อให้เห็นทัศนคติและความเชี่ยวชาญในการทำ SEO บริษัทที่มีประสบการณ์สูงจะสามารถบอกได้ถึงขั้นตอนในการทำ SEO ที่ถูกต้อง ตามหลักการที่ Google กำหนด มีวิธีทำ SEO อย่างตรงไปตรงมา ไม่สร้างความคาดหวังที่เกินจริง เช่น การทำ SEO ไม่สามารถจะการันตีอันดับ 1 ได้ เพราะเป็นการวิเคราะห์ด้วยระบบ algorithm ผู้ที่รับทำ SEO แบบมืออาชีพและทำตามหลักเกณฑ์จะการันตีผลได้มากที่สุด ก็คือขึ้นอันดับ Top 5 หรือ Top 3 เท่านั้น หากยืนยันผลลัพธ์ที่สูงผิดสังเกต ก็มีโอกาสถูกหลอกลวงมาก

3. ไม่มีประวัติการฉ้อโกงงานนายจ้าง

ก่อนการทำสัญญาจ้างทำ SEO ควรเช็คประวัติจากการรีวิวของลูกค้ารายอื่นให้ละเอียด ด้วยการใช้ชื่อบริษัท เลขทะเบียนการค้า อีเมล ชื่อผู้รับผิดชอบเบอร์โทรศัพท์ และรายละเอียดอื่น ๆ เท่าที่หาได้ไปสืบค้น หากเคยมีคนเตือนภัยไว้ในพันทิปหรือในกลุ่ม Facebook ต่าง ๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงการจ้างงานให้มากขึ้น

4. เลือกบริษัทที่มีการคิดค่าบริการเหมาะสม

การทำ SEO จะมีต้นทุนทั้งด้านเทคนิคและแรงงาน ทั้งต้องมีความสม่ำเสมอและใส่ใจในรายละเอียด จึงจะเห็นผลลัพธ์ในการทำที่ดี ฉะนั้นราคาค่าบริการจึงต้องเหมาะสมตามเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ต่ำเกินไป เพราะจะเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง หรือหากสูงเกินไป ก็อาจเป็นภาระแก่เจ้าของเว็บไซต์ออนไลน์ได้

การเลือกบริษัททำ SEO ที่ดีควรมีลักษณะอย่างไรบ้าง

จะเห็นได้ว่า หลักการเลือกบริษัททำ SEO แบบมืออาชีพ จำเป็นต้องพิจารณาทั้งคุณสมบัติของตัวบริษัท ความสามารถจากผลการรีวิวที่ต่าง ๆ รวมถึงราคาที่เหมาะสมด้วย หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านเลือกบริษัทที่ถูกใจและลดความเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง อันทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจออนไลน์ได้มากขึ้น

การเขียนบทความทั่วไปต่างจากบทความ SEO อย่างไร นักเขียนรุ่นใหม่ควรรู้

การเขียนบทความทั่วไปต่างจากบทความ SEO อย่างไร

ปัจจุบันมีผู้ที่สนใจอยากทำอาชีพนักเขียนออนไลน์จำนวนมาก แต่ยังไม่ทราบความแตกต่างระหว่างแนวทางการเขียนบทความทั่วไปและบทความสำหรับทำ SEO ให้เว็บไซต์ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดมาฝากกัน ดังนี้

การเขียนบทความทั่วไป

เป็นการผลิตบทความที่ต้องการสื่อสารไปยังกลุ่มคนเป้าหมาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อการสนับสนุนการทำธุรกิจ โดยมากจะหมายถึงบทความทางวิชาการ ผลงานวิจัย งานเขียนเชิงข่าวและสารคดี หรือการรีวิวสรุปข้อมูลจากแหล่งข้อมูลหรือสื่อหลายรูปแบบมารวมกัน โดยใช้ภาษาแนวทางการหรือกึ่งวิชาการ จึงทำให้นักเขียนที่รับทำงานเขียนบทความแบบทั่วไป ไม่จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดเรื่องการทำการตลาดแบบ SEO ที่ต้องมีการใส่คำสำคัญที่เรียกว่า keyword เพียงแต่การมุ่งเน้นที่สาระสำคัญที่ต้องการสื่อสารไปยังผู้อ่านก็เพียงพอแล้ว

การเขียนบทความ SEO

เป็นการผลิตบทความให้สอดคล้องตามระบบ SEO หรือ search engine optimization ที่ Google กำหนดกติกาของบทความที่มีคุณภาพไว้ โดยลูกค้าของบทความ คือ บริษัทห้างร้านที่ต้องการให้บทความ SEO สนับสนุนด้านธุรกิจได้อย่างดี คือ เพิ่มอันดับการสืบค้นจากการหาด้วย Google ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งทำให้มีความเชื่อมั่นในแบรนด์มากขึ้นจากลูกค้า (ทำให้แบรนด์ติดตลาดง่าย) และที่สำคัญ ช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี

การเลือก keyword หรือคำสำคัญ สำหรับทำบทความ SEO จึงสำคัญมาก ที่ต้องมีการสืบค้นและวิเคราะห์จาก Google search Console ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายจาก Google ในการเลือกคำที่ตรงกับการสืบค้นของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากที่สุด และนำมาใส่ในส่วนต่าง ๆ ของบทความที่จะลงในรูปแบบออนไลน์ และยังรวมถึงส่วนอื่น ๆ เช่น Title (ส่วนหัวเรื่อง) Meta Description (ส่วนสรุปย่อที่มีความยาวไม่เกิน 150 คำ)

ตัวอย่างเช่น กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ที่กำลังมองหาบริษัทรับทำ SEO หากคุณเป็นบริษัทรับทำ SEO มีการใส่คีย์เวิร์ดว่า SEO ลงไปทั้งในส่วนหัวข้อและส่วนสรุปย่อ เช่น “บริษัทรับทำ SEO ประสบการณ์สูง เพิ่มยอดขายได้จริง ต้องดูอย่างไร” (หัวข้อ) และ “วิธีการพิจารณาบริษัทที่น่าเชื่อถือ เทคนิคการทำ SEO แบบมืออาชีพ เพื่อเพิ่มยอดขายให้แก่ธุรกิจคุณ ตามแนวทางการตลาด SEO สมัยใหม่” (Meta Description) จะทำให้ดึงดูดผู้เข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์มากขึ้นคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด

นอกจากนี้ ในตัวบทความ SEO เอง ยังต้องใส่คีย์เวิร์ดกระจายในส่วนต้น กลางและท้ายเรื่องอย่างเหมาะสม และไม่ใส่คำซ้ำมากเกินไปกว่า 2-4 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบ algorithm ของ search engine วิเคราะห์ว่าเป็นบทความคุณภาพต่ำ ซึ่งจะส่งผลต่ออันดับการสืบค้น SEO ของเว็บไซต์ธุรกิจนั้น ๆ ด้วย

จะเห็นได้ว่า การเขียนบทความทั่วไปแตกต่างจากการเขียนบทความ SEO อย่างมาก ซึ่งธุรกิจในปัจจุบันจะนิยมจ้างงานนักเขียนที่ทำงานเขียนแนว SEO ได้ดี เพื่อส่งเสริมธุรกิจมากขึ้น เราหวังว่าบทความนี้ จะเป็นแนวทางเบื้องต้นที่ทำให้นักเขียนออนไลน์รุ่นใหม่เรียนรู้ เพื่อที่จะทำผลงานเขียนได้มีประสิทธิภาพตรงกับเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

ทำไมขายของออนไลน์ ต้องรู้เรื่อง SEO

การขายของผ่านช่องทางออนไลน์ในปัจจุบันมีคู่แข่งจำนวนมาก เนื่องจากเป็นช่องทางที่ทุกคนเข้าถึงกันได้อย่างรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความเร็วของระบบอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายติดต่อกันได้สะดวก ประกอบกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมากขึ้น

ผู้ที่ต้องการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ในโลกออนไลน์ให้เป็นที่รู้จัก จึงต้องศึกษาการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ด้วยตัวเอง เพื่อการต่อยอดทางธุรกิจในระยะยาว

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ให้ เข้าสู่หลักเกณฑ์ที่ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google กำหนดไว้ เพื่อให้มีการสะสมข้อมูลแล้วนำไปสู่การวิเคราะห์จากระบบ Algorithm ที่เป็น AI อัจฉริยะ อันเป็นตัวแสดงคุณภาพของเว็บไซต์ที่ชัดเจน เว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงจะปรากฏเป็นอันดับต้น ๆ ของหน้าต่างการสืบค้น ทำให้มีโอกาสได้รับยอดการสั่งซื้อสูงและทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ On-Page SEO และ Off-Page SEO

1. On-Page SEO คือ การพัฒนาในส่วนโครงสร้างเว็บไซต์และเนื้อหาภายใน นั่นคือ บทความที่มีสาระความรู้สำหรับผู้อ่าน ซึ่งต้องสอดคล้องกับสินค้าและบริการที่จำหน่าย

Keyword SEO ที่ใช้ต้องมีการวิจัยว่าเป็นคำที่ตรงกับการค้นหาของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เมื่อนำมาเขียนเนื้อหา ต้องมีข้อมูลที่ทันสมัย ที่สำคัญคือ ไม่คัดลอกบทความจากแหล่งอื่น อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่ระบบ AI จะวิเคราะห์ว่าเป็นบทความขยะ หรือ Spam ได้

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ รวมถึงการเลือกรูปแบบตัวอักษรและธีมสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ ก็มีผลอย่างมากในการเข้าถึงและเป็นที่จดจำได้ง่าย ความสวยงามที่ลงตัวจะดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาชมใช้เวลาในเว็บไซต์นานขึ้น ทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้ด้วยทำไมขายของออนไลน์ ต้องรู้เรื่อง SEO

2. Off-Page SEO คือการทำ Backlink เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์ทางธุรกิจกับห้องแชทหรือเว็บไซต์ออนไลน์ทั่วไป ตัวอย่างเช่น การแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกอาหารสด เทคนิคการเก็บอาหารให้สดได้นาน โดยที่คุณเป็นผู้จำหน่ายตู้เก็บความเย็น สำหรับโรงงาน โรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯ

โดยไปแนะนำข้อมูลที่เป็นความจริง ในห้องแชท Pantip หรือ Facebook หากมีผู้ที่สนใจอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับการเก็บเนื้อสัตว์ให้สดได้ยาวนาน ก็สามารถสอบถามข้อมูลจากเว็บไซต์ของคุณและนำมาซึ่งการปิดยอดขายได้

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO เป็นเทคนิคที่สร้างประโยชน์ให้กับเว็บไซต์ขายสินค้าและบริการออนไลน์ได้ทุกประเภท โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัททำโฆษณา ผู้ที่สนใจ ขายของออนไลน์ จึงควรเรียนรู้การทำเว็บไซต์ SEO เสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำและเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็ว

ทำเว็บไซต์ SEO แล้วจะเช็คการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

การทำเว็บไซต์ SEO (Search Engine Optimization) เป็นสิ่งที่กูรูทางการตลาดแนะนำให้ผู้ทำเว็บไซต์ต้องพัฒนาตามหลักเกณฑ์ที่ Search Engine อย่าง Google กำหนด เนื่องจากทำให้ระบบ Algorithm ประมวลและวิเคราะห์อันดับของเว็บไซต์ได้ และนำเสนอผลเป็นอันดับในหน้าต่างการสืบค้น เมื่อมีลูกค้ามาพิมพ์หาด้วยคีย์เวิร์ดนั้น ๆ

ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านยอดขายและจำนวนของลูกค้า ทั้งแบบประจำและลูกค้าใหม่ได้ ทั้งนี้ วิธีที่จะวัดการเปลี่ยนแปลงของเว็บไซต์หลังการทำ SEO ที่ชัดเจนได้อีก คือ การเช็คผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราได้รวบรวมวิธีการเช็คมาฝากกัน ดังนี้

1. เช็คใน Google Chrome

โดยการใช้ระบบ Incognito Mode หรือการไม่ระบุตัวตน แทนการหาจากหน้าจอ Google Search แบบปกติทั่วไป เพราะจะทำให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำกว่า วิธีการ คือ การเปิด Google Chrome แล้วกดปุ่ม Shift และ Ctrl พร้อมกับ N แล้วจะเกิดหน้าต่างใหม่ขึ้นมา หลังจากนั้นให้ใส่ Keyword ลงไปในช่องการสืบค้น

ผลที่ได้ คือ รายชื่อเว็บไซต์ SEO ที่ใช้ Keyword นั้น จำนวน 20 อันดับต้น วิธีนี้มีข้อจำกัด คือ หากเป็นเว็บไซต์ใหม่ที่เพิ่งสะสมข้อมูลในระบบ SEO จำเป็นต้องใช้ระยะเวลา 3-6 เดือนขึ้นไป กว่าจะมีอันดับ SEO ที่ดีขึ้น (หากเว็บไซต์ของคุณมีอันดับต่ำกว่า 20 ก็จะไม่แสดงผลในหน้าจอทดสอบนี้)

2. เช็คผ่านเว็บไซต์ของต่างประเทศ

เว็บไซต์ Serplab.Co.Uk เป็นแหล่งเช็คอันดับ SEO ที่ใช้งานง่ายและให้ความสะดวกสูง สามารถเช็ค Keyword ได้พร้อมกันถึง 5 คำ โดยกรอก URL Address ของเว็บไซต์คุณ พร้อมกับใส่ Keyword ทั้ง 5 ลงไปในช่องว่าง ระบบจะวิเคราะห์และแสดงผลออกมาให้ในทันที โดยจะทำให้ทราบว่าแต่ละคีย์เวิร์ดนั้น ผล SEO ของเว็บไซต์คุณถูกแสดงผลเป็นอันดับที่เท่าใดบ้าง

3. เช็คผ่าน Application ชื่อว่า SEO SERP

SEO SERP เป็นโปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้อย่างสะดวก เพียงใส่ Keyword ที่คุณใช้ในเว็บไซต์ลงในช่องค้นหาลำดับ SEO ผลก็แสดงเป็นตัวเลขของแต่ละคีย์เวิร์ดออกมาได้พร้อมกันเป็น 10 คำ โดยใช้เวลาน้อย นับว่าเป็นเทคนิคที่สะดวกมากทีเดียว

4. ใช้โปรแกรม Google Search Console

Google Search Console เป็นโปรแกรมที่ Google ให้บริการฟรี เพียงต้องตั้งค่าการเชื่อมโยงกับ WordPress ซึ่งเป็นโปรแกรมตรวจสอบคุณภาพของแต่ละเว็บไซต์ที่ลงทะเบียนไว้ โดยค่าที่วิเคราะห์ได้ จะมีความละเอียดสูง ทั้งแสดงจำนวนการคลิก ค่า CTR (Click Through Rate) ระดับ SEO ของแต่ละ Keyword เพื่อให้ผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์นำข้อมูลไปปรับปรุงพัฒนาเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้นต่อไปวิธีที่จะวัดการเปลี่ยนแปลงของเว็บไซต์

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO สามารถที่จะวัดผลการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้ จากหลายช่องทาง ซึ่งผู้ประกอบการที่สนใจทำเว็บไซต์ออนไลน์ควรศึกษาไว้ควบคู่กับการทำ SEO อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์และพัฒนาปรับปรุงคุณภาพในการทำ SEO ให้เห็นผลดีทางธุรกิจยิ่งขึ้นไปในระยะยาว

การทำ SEO ดีไหม เสียค่าใช้จ่ายอย่างไร มือใหม่ค้าขายออนไลน์ต้องอ่าน

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นสิ่งที่กูรูผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดแนะนำและกล่าวถึงอย่างมาก ว่าสามารถช่วยให้เว็บไซต์ทางธุรกิจทุกประเภทเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น ทำให้เพิ่มยอดขายและสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ นักธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่จำนวนไม่น้อย ยังข้องใจว่า การทำ SEO จะมีค่าใช้จ่ายอย่างไรและเหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองหรือไม่ หากอ่านบทความนี้จบแล้ว คุณจะได้คำตอบอย่างแน่นอน

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่มีจุดเด่น คือ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่ Search Engine อย่าง Google, Bing และ Yahoo แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ ซึ่งมีอยู่ 2 ส่วนที่สำคัญ คือ

1. On-Page SEO

หากอยากให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่จดจำและได้รับการสั่งซื้อซ้ำจากลูกค้าบ่อย ๆ ต้องพัฒนาในส่วนนี้ให้มาก เริ่มจากการเลือก Keyword SEO ที่ดี เช่น ผู้ทำเว็บไซต์ให้บริการรับดูแลสุนัขและแมว ควรใช้ Keyword ในการสร้างบทความว่า “รับดูแล สุนัข แมว กรุงเทพ” เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับคำที่กลุ่มเป้าหมายใช้ค้นหาร้านที่ต้องการ

นอกจากนี้ การออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและมือถือ จะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น การคิดโลโก้และรูปแบบฟอนต์ตัวอักษรที่สื่อถึงแบรนด์ เช่น หากทำเว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์โรงแรมที่พัก ก็ควรใช้สีน้ำเงิน สีน้ำตาลและตัวอักษรกึ่งทางการเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ

การหมั่นเพิ่มเติมบทความที่ให้คุณค่า และพัฒนาเว็บไซต์ของคุณอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้มีข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์มากพอที่ระบบ Algorithm หรือ AI อัจฉริยะของ Search Engine จะวิเคราะห์ว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพดี ที่จะนำเสนอเป็นอันดับต้น ๆ ในหน้าต่างการสืบค้นต่อไป

2. Off-Page SEO

เป็นการเชื่อมโยงลิงก์ของเว็บไซต์คุณเข้ากับเว็บไซต์ภายนอก เพื่อให้มีการขยายฐานลูกค้า โดยมากขึ้น โดยเน้นที่ความจริงใจเป็นมิตรมากที่สุด โดยวิธีที่นิยม คือ การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในห้องแชททาง Social ต่าง ๆ เช่น คุณเปิดเว็บไซต์ขายสินค้าออร์แกนิกไร้สารเคมี คุณก็ควรจะอยู่ในกลุ่มโซเชียลของผู้รักสุขภาพ เพื่อมีการพูดคุยเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ หากมีผู้ใดสนใจสินค้าออแกนิกคุณก็สามารถที่จะให้ข้อมูลและลิงก์เพจหรือเว็บไซต์ของคุณได้ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมการขายในที่สุด เทคนิคนี้จะทำให้แบรนด์คุณเป็นที่รู้จักและก็มียอดการสั่งซื้อสินค้ามากขึ้นตามมานั่นเอง

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO นั้น ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนใดเลย ซึ่งคุณสามารถเริ่มทำ SEO กับเว็บไซต์ของคุณได้ตั้งแต่วันนี้ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูล ประมาณ 3 เดือนถึง 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งบรรดากูรูการตลาดต่างการันตีว่า ความสม่ำเสมอในการทำ SEO จะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกออนไลน์แน่นอน

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่มีจุดเด่น

เหตุผลที่ธุรกิจออนไลน์ยุค 2019 ต้องทำ SEO

การทำเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าออนไลน์ ในยุค 2019 ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทเครื่องสำอาง เสื้อผ้า ของใช้ในครัวเรือน ตลอดจนธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม ฯลฯ ต่างจำเป็นจะต้องพัฒนาเว็บไซต์ให้สอดคล้องตามหลักการ SEO เพื่อให้เพิ่มอำนาจในการแข่งขันเทียบเคียงกับคู่แข่งรายอื่น

เนื่องจากการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นโอกาสที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกสืบค้นได้ง่ายจาก Bing, Yahoo และ Google โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพียงอาศัยการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพของเว็บไซต์ในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้ อย่างสม่ำเสมอ

1. On-Page SEO เป็นการปรับในส่วนของโครงสร้างเว็บไซต์ในด้านต่าง ๆ เช่น

– ออกแบบโครงสร้างให้ใช้งานง่าย มีการจัดสินค้าเป็นหมวดหมู่ชัดเจน เช่น หากขายเสื้อผ้าออนไลน์ ควรทำเป็นหมวดเสื้อ กางเกง เครื่องประดับ และมีช่องทางในการติดต่อที่เห็นชัดเจน รวมถึงแยกพื้นที่โฆษณาไว้ที่มุมด้านใดด้านเดียว จะทำให้มีความเป็นระเบียบและใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น

– ผลิตเนื้อหา Content ที่มีประโยชน์ให้สาระกับผู้อ่าน โดยไม่มีการคัดลอกมาจากแหล่งข้อมูลอื่น เพื่อให้ผู้อ่านใช้เวลาอยู่ในหน้าจอเว็บเพจของคุณมากยิ่งขึ้น และกลับมาใช้บริการซ้ำอีก จะทำให้อันดับ SEO ในการสืบค้นจาก Bing, Google และ Yahoo มากขึ้นตามไปด้วย

– การทำคลิปวีดีโอหรือเลือกรูปภาพประกอบ ต้องมีความดึงดูดใจและมีความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งส่งเสริมการขายสินค้าได้ดี ตัวอย่างเช่น หากคุณขายเครื่องฟอกอากาศ ก็ควรทำคลิปสอนสาธิตวิธีการใช้ และบอกได้ว่าแตกต่างจากเครื่องแบรนด์อื่นอย่างไร

2. Off-Page SEO เป็นการทำลิงค์เชื่อมโยงเว็บไซต์ของคุณกับเว็บไซต์ภายนอก

โดยใช้เทคนิคที่แสดงความจริงใจ เช่น การให้สาระความรู้ตอบคำถามแก่ผู้ที่มีปัญหาในการใช้สินค้าประเภทเดียวกันกับที่คุณจำหน่ายอยู่ เพราะคุณเป็นผู้ที่มีข้อมูลในเชิงลึกมากกว่าบุคคลทั่วไป ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือและเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี ทำให้มีคนสนใจเข้ามาสอบถามข้อมูลสินค้าผ่านลิงก์ที่คุณแปะไว้ และทำให้เพิ่มยอดจำหน่ายจากลูกค้าฐานกว้างยิ่งขึ้นในระยะยาว

ทั้งนี้ ระบบ Algorithm ของ Search Engine จะใช้เวลาในการสะสมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ก่อนจัดลำดับเว็บไซต์ในหน้าจอแสดงผล จึงต้องใช้ระยะเวลาในการเห็นผลลัพธ์ 6 เดือนถึง 1 ปีขึ้นไป หลังการเริ่มทำ SEO โดยขึ้นกับประเภทของธุรกิจ หากมีการแข่งขันกันสูงก็อาจใช้เวลานานมากขึ้น

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO เป็นแนวทางที่สำคัญในการทำให้คุณพัฒนาเว็บไซต์อย่างมีเป้าหมายและตรงใจกลุ่มลูกค้า เพื่อการขายสินค้าและบริการได้มากยิ่งขึ้นในระยะยาว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดและการขายสินค้าออนไลน์ แนะนำว่า SEO เป็นเทคนิคที่ให้ผลลัพธ์คุ้มค่าทั้งด้านยอดขายและจำนวนลูกค้า ในปี 2019 ที่ทุกธุรกิจควรให้ความใส่ใจ

หลักการ SEO เพื่อให้เพิ่มอำนาจในการแข่งขัน