ป้ายกำกับ: SEO

เราจะทำบทความ SEO ด้วยตัวเองหรือจ้างดีกว่ากัน

บทความ SEO เป็นหัวใจสำคัญของการทำเว็บไซต์ที่ดึงดูดใจผู้อ่านหรือลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาในเว็บไซต์ซ้ำอีก เพื่ออ่านสาระเพิ่มพูนความรู้หรืออ่านรีวิวประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าบางอย่าง หากจะถามว่าในฐานะเจ้าของเว็บไซต์ เราควรเขียนบทความ SEO เองหรือจ้างคนเขียนดีกว่ากัน มีประเด็นต่าง ๆ ที่ควรคำนึงถึง ดังนี้

  1. ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่จะเขียน
    หากคุณเป็นนักธุรกิจที่เริ่มต้นจากศูนย์แล้วค่อย ๆ ก่อร่างสร้างตัวเป็นธุรกิจของตัวเองหรือผลิตสินค้านั้นด้วยตัวเองแทบทุกขั้นตอน คุณย่อมรู้ดีถึงข้อมูลสินค้าตั้งแต่วัตถุดิบกระบวนการผลิต การบรรจุ การจัดส่ง ฯลฯ อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเขียนบทความชนิดรู้ลึกรู้จริงดึงดูดใจคนอ่าน กรณีนี้เราสนับสนุนให้คุณเขียนด้วยตัวเอง แต่หากคุณไม่มีความรู้ในตัวสินค้า หรือ ถ่ายทอดความรู้ไม่เก่ง ก็สามารถนำข้อมูลที่คุณมีอยู่ ส่งต่อให้นักเขียนมืออาชีพเขียนเป็นบทความ SEO ก็ได้
  2. งบประมาณที่มี
    บทความ SEO เป็นสิ่งที่ต้องทำทุกวัน เพื่ออัปเดตเรื่องราวใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเพจใน Facebook ที่ต้องมีการนำเสนอความแปลกใหม่ เพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างสม่ำเสมอ หากคุณเขียนบทความเองได้ จะประหยัดค่าจ้างเขียนเดือนละหมื่นกว่าบาทได้ แต่หากต้องการเอาเวลาที่มีอยู่ไปใส่ใจในเรื่องการบริหารและคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ก็ควรยกหน้าที่นี้ให้นักเขียนที่มีความสามารถแทน
  3. ความเข้าใจหลักการ SEO
    SEO เป็นหลักการที่ทั้ง Facebook, Google และ Youtube มีแบบแผนของตัวเองที่คุณจำเป็นต้องเรียนรู้และหมั่นฝึกฝน มีการวิเคราะห์พัฒนาการของการทำ SEO ด้วยสถิติเพื่อปรับปรุงอยู่เสมอ หากคุณสามารถทำได้เองก็ลงมือเลย แต่หากไม่ถนัด เราแนะนำให้จ้างบริษัทรับทำ SEO ซึ่งมีนักเขียนที่มีความชำนาญอยู่ในทีมดีกว่า
  4. การเขียนบทความเฉพาะวัตถุประสงค์
    บทความ SEO ที่ใช้เพื่อการโปรโมทสินค้าหรือรีวิวกระตุ้นยอดขายเฉพาะช่วงเวลาสั้น ๆ จำเป็นต้องใช้เทคนิคดึงดูดคนอ่านหรือมีแคปชั่นบางอย่างที่ต้องใช้สถิติวิเคราะห์ หากเจ้าของเว็บไซต์มีทักษะในการเขียนที่ดีอยู่แล้ว ก็สามารถทำได้เองทันที แต่หากคุณต้องการจ้างนักเขียนมืออาชีพก็ได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องจัดสรรงบประมาณเอาไว้เพื่อการนี้ ซึ่งจะมีค่าจ้างสูงกว่าการทำด้วยตนเอง

การจะจ้างเขียนบทความ SEO หรือการทำด้วยตัวเองนั้น คงไม่มีใครบอกได้ว่าควรทำแบบไหน หรืออาจจะทำแบบผสมผสาน คือ บางบทคุณเขียนเอง บางบทก็จ้างนักเขียนมืออาชีพ ทั้งหมดนี้ต้องมาจากการประเมินและวิเคราะห์ว่าคุณมีความถนัดหรือไม่ ประหยัดเวลาด้วยการจ้างนักเขียนจะดีกว่าไหม ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายแค่ไหน ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบใด หากงานเขียนบทความ SEO มีคุณภาพ ก็ย่อมทำให้เว็บไซต์ของคุณมีโอกาสประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

แนะ 3 วิธีทำการตลาดบน Social Media เอาใจวัย Gen Z

“เงินอยู่บนฟ้า สินค้าอยู่บนมือถือ” เป็นคำกล่าวที่คงไม่เกินไปจากความเป็นจริงในโลกแห่งสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย เมื่อความจริงเป็นเช่นนั้น นักธุรกิจและนักการตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่จึงมุ่งไปที่แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนเพื่อเสริมกลุทธ์การทำการตลาดในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ โดยบรรดาบริษัทฯ เจ้าของแบรนด์และเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ทำการศึกษาและเข้าใจในพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มต่าง ๆ เพื่อนำมาวางกลยุทธ์ด้านการตลาดให้ดำเนินไปอย่างสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ โดยเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายในวัย Gen Z ที่มีอายุระหว่าง 9-24 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่เกิดระหว่างปี 2540-2555 และเป็นเจเนอเรชั่นที่ทรงอิทธิพลและมีบทบาทต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยและทั่วโลกในอนาคต ดังนั้นเราจึงมีวิธีการทำการตลาดบน Social Media เพื่อเอาใจวัย Gen Z มาฝากให้เป็นไอเดียกันถึง 3 วิธี ดังต่อไปนี้

1.สร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพเพื่อเป็นแรงจูงใจโดยศึกษาจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น เมื่อเราพบข้อมูลสถิติว่า วัย Gen Z พิจารณาเลือกซื้อสินค้าโดยเลือกจากฟังก์ชันการใช้งานมากกว่า ความคุ้มค่า หรือเหตุผลอื่นใด ยิ่งไปกว่านั้นคนในวัยนี้ จำนวนกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ยังเต็มใจจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อสินค้าในแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ที่มีคอนเทนต์หรือกิจกรรมเพื่อช่วยรณรงค์แก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม

2.สร้างตัวตนที่ชัดเจนและน่าสนใจผ่านแบรนด์สินค้าและบริการ เพราะคนเรามักชอบเรื่องเล่าที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนและสอดคล้องกับ Customer Experience ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ผู้บริโภค หรือกลุ่มลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าตามความต้องการมากกว่าความจำเป็นนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความน่าเชื่อถือที่จะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น ในกรณีของผู้ค้าบนเฟซบุ๊ก การมีแค่หน้าเพจยังไม่พอ ผู้ประกอบการต้องมีการยืนยันเพจด้วย ประสิทธิ์ อธิบายว่าการยืนยันเพจจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ มีปฏิสัมพันธ์กับเรามากขึ้น และยังช่วยในการดึงลูกค้าที่หลงไปกับเพจปลอมต่างๆ ให้กลับมา

วิธีที่ 3 การเลือกใช้แพลทฟอร์ม ที่มีประสิทธิ์ หากพิจารณาจากเป้าหมายการใช้เวลากับโซเชียลมีเดียของกลุ่มGen Z แล้วจะเข้าใจวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น การเล่นเฟซบุ๊กก็เพื่อรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เล่นอินสตาแกรมสำหรับแชร์เรื่องราวที่สนใจในชีวิตประจำวัน และติดตามเทรนด์ที่น่าสนใจในโลกโซเชียล เล่นทวิตเตอร์เพื่อแสดงความคิดเห็น และเล่น Tiktok ในการผ่อนคลายและค้นหาแรงบันดาลใจ เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องเลือกใช้เฟซบุ๊ก เป็นแพลทฟอร์มหลักในการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้คอนเท้นต์และแผนกลยุทธ์เหล่านั้น ถูกส่งต่อจากลูกค้า กระจายไปยังกลุ่มเพื่อนและคนรอบข้างในเพจเฟซบุ๊กของกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มลูกค้าได้อย่างรวดเร็วฉับไว และที่สำคัญยังช่วยขยายฐานข้อมูลผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ให้เพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวางและทวีคูณภายในเวลาจำกัด อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากที่สุดด้วย

SEO ช่วยเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจของคุณได้อย่างไร อยากรู้ต้องอ่าน!

สำหรับเจ้าของธุรกิจ แน่นอนว่าความต้องการอย่างหนึ่งที่เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประเภทใดก็ตาม นั่นคือทำให้มีคนรู้จักธุรกิจของเรามากขึ้น เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่จะได้ลูกค้ามากขึ้น หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมก็คือการลงโฆษณา แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง วิธีหนึ่งซึ่งได้ผลมากและอาจดีกว่าการลงโฆษณา คือการทำ SEO

แล้ววิธีนี้คืออะไร เพิ่มยอดขายได้อย่างไร เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กัน

การทำ SEO คือการทำให้เว็บไซต์มาปรากฏอยู่บนหน้าแรกของผลการค้นหาใน Google นั่นแสดงว่าวิธีนี้อ้างอิงกับคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ใช้ในการค้นหา เมื่อผู้เข้าเว็บไซต์กูเกิลพิมพ์คำค้นหาที่ตรงกับประเภทธุรกิจของเรา เว็บไซต์ของเราก็จะขึ้นมาอยู่บนหน้าแรก การที่เว็บไซต์มาอยู่บนหน้าแรกของผลการค้นหา มีผลทำให้ผู้ที่ค้นหารู้สึกว่านี่คือเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือหรือเป็นที่ยอมรับ และส่วนใหญ่ผู้คนก็จะเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ในหน้าแรก มากกว่าที่จะค้นหาในหน้าต่อไป

แน่นอนว่าการทำ SEO เป็นขั้นตอนประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่ต้องลงทุน เพราะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ แม้ว่าจะต้องลงทุนเช่นเดียวกับการลงโฆษณา แต่ผลที่ได้นั้นคุ้มกว่ามาก ส่วนจะคุ้มกว่ายังไง ไปดูกันต่อได้เลย

สิ่งที่เห็นได้ชัดมากที่สุดเมื่อเว็บไซต์ของเราขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหา ก็คือมีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น แน่นอนว่าคนที่ค้นหาจนมาเจอเว็บไซต์ของเรา ต้องมีพื้นฐานมาจากการที่พวกเขาต้องการสินค้าหรือบริการของเรา เมื่อพวกเขาเห็นเว็บไซต์ของเราก่อน โอกาสที่จะกลายมาเป็นลูกค้าก็มีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราทำเว็บไซต์ให้น่าสนใจ ดึงดูดใจคนเหล่านั้นได้ พวกเขาก็จะไม่มองหาสินค้าหรือบริการจากรายอื่น ทำให้การตัดสินใจของลูกค้าง่ายขึ้น ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น

ผลที่ดีมาก ๆ อีกประการของการทำ SEO คือเราสามารถมองเห็นข้อมูลทางสถิติได้ เช่น เรารู้ได้เลยว่าหลังจากทำแล้ว มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งถ้าเทียบดูแล้ว จะเห็นได้เลยว่าก่อนทำและหลังทำ จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญคือเรายังนำตัวเลขนั้นมาต่อยอดได้ โดยพิจารณาว่าจากผู้ที่เข้าชม มีกี่คนที่หันมาเป็นลูกค้า ถ้าลูกค้าเพิ่มขึ้นในอัตราที่เรายังไม่พอใจ เราก็สามารถปรับปรุงหน้าเว็บไซต์หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ามากขึ้นได้

สุดท้าย เมื่อเรามีการทำ SEO ที่ดี แปลว่ามีคนรู้จักเว็บไซต์ของเราเป็นจำนวนมาก ทำให้ขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น เมื่อรวมเข้ากับการมีสินค้าและบริการที่ดี ในที่สุดลูกค้าก็จะกลับมาใช้บริการซ้ำ และยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้ายังบอกต่อ ๆ กันไปอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพูดแบบปากต่อปาก หรือการแชร์เว็บไซต์ของเราไปในโซเชียลมีเดีย ทำให้ฐานลูกค้าขยายออกไปได้ไม่รู้จบ ในที่สุดผลที่เห็นชัดที่สุดก็คือยอดขายที่เพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากคุณไม่เริ่มต้นทำ SEO

เทคนิคการเขียนบทความทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับสูง

เมื่อพูดถึงการทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรก ๆ ในการค้นหาผ่าน Google เป็นที่เข้าใจกันว่ายิ่งเว็บไซต์อยู่ในอันดับแรก ๆ ได้มากเท่าไร ยิ่งค้นพบง่ายและรวดเร็ว ดึงดูดผู้เข้าชมจำนวนมาก หากเขียนบทความน่าอ่านและมีประโยชน์ทำให้คนอ่านติดตามต่อเนื่องยิ่งเป็นประโยชน์ต่อเว็บไซต์ เรามีเทคนิคการเขียนบทความที่ไม่เพียงทำให้เว็บไซต์ติดอันดับสูงขึ้นได้เท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้อ่านประทับใจอีกด้วย มาดูกันว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

1.ขั้นแรกคือการสร้างสรรค์บทความ ที่มีชื่อเรื่องสะดุดตาและเนื้อหามีประโยชน์ตรงกับความต้องการของผู้อ่าน รวมทั้งตั้งชื่อหัวข้อหลักและหัวข้อรองให้ชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อการวางโครงสร้างให้เขียนบทความได้ลื่นไหลและอ่านง่าย ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร แนะนำวิธีง่าย ๆ คือเข้าไปดูเว็บไซต์ของธุรกิจประเภทเดียวกันและสังเกตว่าบทความแบบไหนได้รับความนิยมและมีคนติดตามอ่านจำนวนมาก สามารถใช้เป็นแนวทางในการเขียนบทความใหม่ ๆ พร้อมกับตั้งชื่อเรื่องให้โดนใจง่ายขึ้น

2.คีย์เวิร์ดที่มีคนค้นหามาก ช่วยให้พบบน Google ได้ง่าย คำยอดนิยมต้องตรงกับเนื้อหาบทความที่เขียน โดยเลือกคำยอดนิยมจาก Google Keyword Planner ช่วยให้เลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม พร้อมกับสำรวจหาคำใหม่ ๆ ที่อาจมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ใส่คีย์เวิร์ดลงใน Headline, Meta Description, ลิงก์ URL และรูปภาพ

3.บทความที่เขียนไม่สั้นเกินไป บทความที่ดีควรมีความยาวอย่างน้อย 500 คำ โดยส่วนใหญ่บทความที่มีผลดีต่อการทำ SEO และมักขึ้นอยู่ในหน้าแรก Google มักจะมีเนื้อหาความยาวประมาณ 1,500-2,000 คำ บทความยาวเท่าไรยิ่งเขียนเจาะเนื้อหาลึกขึ้นเท่านั้น

4.เลือกคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง และใส่กระจายให้ทั่วบทความ ย่อหน้าแรกครอบคลุมเนื้อหาสำคัญและไม่ยาวเกินไปเพื่อให้อ่านง่ายและดึงดูดผู้อ่าน หากต้องการแชร์เนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook และ LINE ควรปรับเนื้อหาให้กระชับน่าอ่านเหมาะสมกับการอ่านบนหน้าจอมือถือ ทำให้แชร์ง่ายและดึงดูดปริมาณการเข้าเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น

5.การเพิ่มมีเดียหลายรูปแบบลงในบทความ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ วิดีโอ หรือกราฟิกอื่น ๆ นำมาใช้กับคอนเทนต์เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ

6.การสร้าง Backlink ที่มีคุณภาพ โดยลิงก์กับเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ ส่งผลให้มีการลิงก์กลับมายังเว็บไซต์ของเราและเพิ่มความน่าเชื่อถือในเว็บไซต์มากขึ้น การทำลิงก์กับเว็บไซต์อื่น ๆ ไม่ควรระดมยิงลิงก์จำนวนมากมารวดเดียวเพราะจะดูผิดปกติและตกเป็นเป้าสายตาของ Google ว่าเป็น Spam ได้ง่าย ๆ การทำลิงก์แบบ Guest Post ให้เว็บอื่น ๆ ลิงก์กลับมาหาเว็บของเราเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ในระยะยาว

หลังจากใช้เทคนิคทั้งหมดแล้ว ใช้ Google analytics เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ดูว่าการเข้าชมเพิ่มขึ้นเท่าไร เพิ่มอันดับในหน้าเสิร์ชเอ็นจินได้หรือไม่ แล้วนำมาพัฒนาคอนเทนต์ที่ดีเพื่อทำ SEO ให้ติดอันดับใน Google ได้ดีขึ้น

อัปเดตเทรนด์ Facebook Fanpage SEO 2021

Facebook เป็นสื่อ Social media ที่มีจำนวนผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก ทำให้ Facebook Fanpage จึงเปรียบเสมือนหน้าร้านที่มีผู้คนเดินผ่านอยู่เสมอ แต่การสร้าง Fanpage เฉย ๆ โดยไม่นำเทคนิค SEO หรือ Search engine optimization (เครื่องมืออัปเดตอันดับบน Search Engine เช่น Google, Bing หรือ Yahoo เป็นต้น) ทำให้หลายคนพลาดโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ โดยวิธีการทำ SEO บน Facebook Fanpage ในปี 2021 มีวิธีการ ดังนี้

หาคีย์เวิร์ด (คำค้นหา) ทองคำให้เจอ สำหรับมือใหม่ที่อยากสร้างรายได้ด้วยการขายของ หรือบริการบน Facebook Fanpage มักจะทำการเปิดเพจโดยไม่ได้หาคีย์เวิร์ดทองคำเตรียมเอาไว้ ซึ่งความสำคัญของการหาคีย์เวิร์ดทองคำที่มีจำนวนกลุ่มเป้าหมายค้นหาเยอะและมีการแข่งขันน้อย ย่อมทำให้ Facepage ติดอับดับบน Search Engine ได้ดีกว่า โดยเครื่องมือที่ใช้หาคีย์เวิร์ดทองคำ เรียกว่า Keyword Research ที่มีวิธีการทำงานง่าย ๆ เพียงนำคำที่ต้องการมาใส่ใน Keyword Research ก็จะทำการประมวลผลจำนวนคนค้นหาและความยากง่ายในการแข่งขันขึ้นมา โดยเว็บไซต์ Keyword Research ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Keyword Planner, ubersuggest และ Keyword Tool เป็นต้น

ตั้งหรือเปลี่ยนชื่อเพจให้หาง่าย เมื่อเราได้คีย์เวิร์ดที่ต้องการ นำคีย์เวิร์ดที่ได้มาใช้ในการตั้งชื่อและ URL เพราะจะช่วยให้ Search Engine แสดงผล Facebook Fanpage ของเราในหน้าแรกเมื่อมีกลุ่มเป้าหมายกดค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดที่เราเลือกไว้ ทั้งนี้ความยาวในการตั้งชื่อ Facebook Fanpage ที่ดีไม่ควรเกินกว่า 50 ตัวอักษร

คำอธิบาย Fanpage สิ่งจำเป็นที่หลายคนมองข้าม คำอธิบาย Facebook Fanpage ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อให้ผู้ที่แวะเวียนเข้ามาในเพจทราบว่าเป็นเพจเกี่ยวกับอะไรเท่านั้น แต่การเขียนคำอธิบายที่แทรกด้วยคีย์เวิร์ดที่เราใช้ เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์ในการทำอันดับบน Search Engine ด้วย และยังเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้ด้วย

เปลี่ยนชื่อไฟล์ภาพเพิ่มความปัง เทคนิคเปลี่ยนชื่อไฟล์ภาพให้มีคีย์เวิร์ดเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการติดอับดับรูปภาพบน Search Engine นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญกับการเขียนคำอธิบายภาพ (Alt) ใน Fanpage โดยวิธีการเปลี่ยนคำอธิบายภาพใน Fanpage สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการกดเข้าไป Edit และเลือกเปลี่ยนข้อความกำกับภาพ (Edit Alt text) โดยแทรกคีย์เวิร์ดเข้าไป เพราะจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO บน Fanpage ด้วย

อัปเดตคอนเทนต์สม่ำเสมอ การทำให้ Facebook Fanpage ติดอันดับบน Search Engine ควรมีการอัปเดตบทความหรือคอนเทนต์ลงใน Fanpage อย่างสม่ำเสมอ โดยบทความที่นำมาโพสต์สามารถใช้เป็นบทความสั้นความยาวประมาณ 300 – 500 คำและมีคีย์เวิร์ดแทรกอยู่ในบทความประมาณ 3 – 5 ครั้ง

Facebook Fanpage เป็นหนึ่งในช่องทางสร้างรายได้จากการเขียนบทความและขายสินค้า/บริการที่มีมีวิธีการใช้งานง่าย ดังนั้นผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการทำ Facebook Fanpage จึงไม่ควรมองข้ามความสำคัญในการทำ Facebook Fanpage SEO

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการจ้างทำ SEO

การทำ SEO ถือว่าเป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่สำคัญในยุคปัจจุบัน เพราะทุกธุรกิจต่างได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิคระบาด เมื่อต้องปฏิบัติตามหลักการรักษาระยะห่างทางสังคม (social distance) ทำให้ผู้คนไม่ออกมาจับจ่ายใช้สอยอย่างเคย อัตราการแข่งขันจึงสูงขึ้นในโลกออนไลน์ และทำให้มีบริษัทรับจ้างทำ SEO จัดตั้งขึ้นมากมาย ทั้งนี้ ก่อนจ้างงานบริษัทรับทำ SEO คุณควรรู้สิ่งต่อไปนี้

1.จ้างทำ SEO ประหยัดเวลาได้มากกว่าทำเอง
การจ้างบริษัทรับทำ SEO มีประโยชน์ที่ชัดเจน คือ ทำให้เจ้าของธุรกิจออนไลน์ให้ความสำคัญกับเรื่องอื่น ๆ เช่น การพัฒนาสินค้า การเจราจากับคู่ค้าใหม่ ๆ การศึกษาวิจัยความต้องการเทรนด์ของท้องตลาด ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน การจ้างบริษัททำ SEO จึงเป็นทางออกที่ดีที่ช่วยประหยัดเวลาไปทำในเรื่องอื่นได้

2.SEO ต้องทำแบบสายขาว
การจ้างทำ SEO ต้องเลือกบริษัทหรือฟรีแลนซ์ที่ทำแบบ SEO สายขาว คือ ทำตามหลักเกณฑ์ของ Google เช่น

  • ผลิตบทความที่ไม่มีการลอกเลียนมาจากที่ไหน เพราะระบบ Google จะเช็คความซ้ำซ้อนได้
  • ไม่ใช้รูปภาพที่ละเมิดสิทธิ์ของผู้ถ่ายภาพจากเว็บไซต์ต่าง ๆ
  • ไม่ปั่น keyword คือใส่ keyword หลักและรองจำนวนมากเกินไป

การทำ SEO สายขาว จะทำให้ผู้เข้ามาในเว็บไซต์ได้รับสาระความรู้ที่มีประโยชน์ และช่วยให้อันดับการนำเสนอของเว็บไซต์ดีขึ้นจากการคำนวณผู้เข้าชมของระบบ Google

3.ยิ่งมีคุณภาพ ยิ่งกล้ารับประกัน
หากคุณเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่เคยทำงานให้ลูกค้าทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชนมายาวนานกว่า 5 ปี โอกาสที่จะได้ผลงานที่ดีคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายก็มากขึ้น และบริษัทที่มีศักยภาพในการทำงานสูง จะมั่นใจจนกล้ารับประกันผลงานว่าสามารถทำงานได้ตามเป้าหมายแน่นอน เช่น สามารถผลักดันให้อันดับเว็บไซต์ของลูกค้าได้เป็นอันดับ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 10 ตามแพ็กเกจที่เลือก หากทำไม่ได้จะการันตีการคืนเงิน 100%

4.จ้างในราคาสมเหตุผล
การทำ SEO โดยผู้เชี่ยวชาญจะมีการคิดค่าบริการที่เหมาะสมเสมอ เช่น ต้องการติด 1 ใน 3 ของคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ และยังคงผลเช่นนี้ต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 90 วัน มักคิดค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 30,000 ถึง 50,000 บาท หากให้ติด 1 ใน 5 มักจะอยู่ที่ 10,000-20,000 บาท และ 1 ใน 10 มักจะอยู่ในช่วงค่าใช้จ่าย 3,000-5,000 บาท หากมีรายใดรับจ้างที่ค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่านี้ อาจทำ SEO ที่ไม่ถูกต้องตามหลักการหรือคุณอาจถูกหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพได้

หากเลือกบริษัททำ SEO ที่มีฝีมือ จะส่งผลให้ยอดขายสินค้าสูงขึ้นและทำให้แบรนด์ติดตลาดเป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็วคุ้มค่าใช้จ่าย แต่หากเลือกผิดบริษัท นอกจากจะไม่ได้ผลงานตามที่ต้องการแล้ว ยังทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจไปให้คู่แข่งรายอื่น จึงต้องพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ที่เราแนะนำไปอย่างรอบคอบ

SEO ทำกับ YouTube ได้อย่างไรบ้าง

ช่อง YouTube เป็นสื่อโซเชียลที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนที่ต้องการสร้างรายได้จากความสามารถพิเศษที่หลากหลาย และวิธีการตลาดออนไลน์แบบ SEO ก็ทำให้เพจและเว็บไซต์จำนวนมากมีอัตราการเติบโตสูงในด้านยอดผู้ติดตาม

เรามาดูกันว่า จะใช้หลักการ SEO กับ YouTube ด้วยวิธีใดได้บ้าง

  1. ทำความยาวของคลิปให้เหมาะสม

YouTube เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในการนำเสนอคลิปภาพเคลื่อนไหว จากสถิติพบว่าผู้คนจะมีสมาธิในการชมคลิปวิดีโอได้ต่อเนื่องนาน 10 ถึง 15 นาที จึงเป็นเกณฑ์โดยเฉลี่ยที่ยูทูปเบอร์นิยมทำกัน ถ้าคลิปยาวเกินไป ก็จะรู้สึกเบื่อได้ง่าย ยกเว้นในบางกรณี เช่น การแคสเกมส์ หรือการไลฟ์สด สตรีมมิ่งเกี่ยวกับหุ้นหรือถามตอบเรื่องปัญหาชีวิต ที่คนนิยมดูต่อเนื่องนาน 30-45 นาที

  1. สร้างความประทับใจในช่วงต้นให้มากที่สุด

ต้นคลิป YouTube ควรดึงดูดใจผู้ชมได้สูง เพราะส่งผลต่อการตัดสินใจชมต่อหรือเปลี่ยนช่อง โดยเฉพาะ 15 วินาทีแรก การเลือกภาพปก ขนาดและสีสันตัวอักษร การเลือกเพลงที่เร้าใจ หรือแม้แต่การใช้คำทักทายผู้ชม ก็ต้องมีความพิถีพิถัน หากสามารถทำให้ผู้ชมติดตามได้ตลอดจนจบ ก็เท่ากับมีคะแนนด้าน SEO ที่ดีขึ้นและจะมียอดผู้ติดตามและแชร์ต่อไวมากขึ้น

  1. การนำเสนอประเด็นของคลิป

ยูทูปเบอร์มืออาชีพจะนำเสนอประเด็นของคลิปนั้น ๆ ไว้ตั้งแต่ช่วงต้น เพื่อให้คนดูจับประเด็นได้ง่ายขึ้นว่า หากติดตามดูจนจบ จะได้รับรู้ข่าวสารหรือได้ประโยชน์สาระในเรื่องใดบ้าง ทั้งนี้ การใส่กราฟิกประกอบที่เข้าใจง่ายแทรกเป็นช่วง ๆ ก็จะทำให้ผู้ชมรู้สึกเพลิดเพลินไม่เบื่อ และจดจำช่องยูทูปได้มากขึ้น ทำให้มักกลับเข้ามาชมบ่อย ๆ

  1. การชักชวนให้ติดตามแบบพอดี ๆ

การเชิญชวนให้กด like หรือกด Subscribe ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO แนะนำว่าควรทำในช่วงท้ายคลิปเพียงครั้งเดียว เพื่อไม่ให้เบี่ยงเบนความสนใจจากสาระที่ต้องการนำเสนอ และเป็นการสร้างความรำคาญให้กับผู้ชม

  1. การพูด keyword

ระบบ AI ของ YouTube สามารถแยกเสียงในคลิปได้ว่า คุณพูดคำว่าอะไรบ้าง ดังนั้น ควรพูดคำที่ตรงกับคีย์เวิร์ดในการสืบค้นของผู้คน ให้กระจายอยู่หลาย ๆ ครั้งตลอดคลิป โดยเฉพาะคำภาษาอังกฤษ จะมีผลในทางที่ดีต่ออันดับการสืบค้นในระบบ YouTube มากขึ้น

  1. การตั้งชื่อคลิป

ควรใส่ keyword ที่สอดคล้องกับเนื้อหา และตรงกับการสืบค้นในกระแสนิยมช่วงนั้น เช่น ชื่อหนัง ชื่อดารานำแสดง ชื่อเพลงประกอบซีรีส์ คำฮิตจากละคร เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า การทำตามหลัก SEO มีประโยชน์ในการช่วยผลักดันให้ช่อง YouTube เติบโตได้ไว และทำให้คุณมีกำลังใจในการนำเสนอผลงานดี ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ ด้วย หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ทุกท่านนำหลักวิธี SEO ไปปรับใช้กับการพัฒนาช่อง YouTube ของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

วิธีเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพ

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ หรือ Facebook เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อเสริมโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และทำให้มียอดขายตามมาอีกมาก ซึ่งสัมพันธ์กับการทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ ซึ่งการทำ SEO สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หรืออาจจ้างบริษัทเอกชนที่มีประสบการณ์ในการทำก็ได้

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมวิธีพื้นฐานในการเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่มีคุณภาพมาฝากกัน เพื่อให้ท่านที่สนใจนำไปพิจารณาเลือกจ้างบริษัทที่เหมาะสม ดังนี้

มีความน่าเชื่อถือ

บริษัทที่มีคุณภาพจะมีการจดทะเบียนธุรกิจเป็นนิติบุคคล ทำให้สามารถติดต่อผู้รับผิดชอบได้ตลอดเวลา ซึ่งหากมีขนาดใหญ่ ก็มักมีการแยกแผนกหรือฝ่ายที่ชัดเจน เช่น ฝ่ายเทคนิค ฝ่ายขาย ฝ่ายดูแลลูกค้า ฯลฯ มีอีเมลและเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ง่าย ความน่าเชื่อถือของบริษัทจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่คุณต้องใส่ใจหากไม่ต้องการเสี่ยงกับกลุ่มมิจฉาชีพหรือบริษัทมือสมัครเล่น

ประสบการณ์ในการบริการลูกค้า

หากพิจารณาจากประวัติลูกค้าเก่าของบริษัทรับทำ SEO จะทำให้รู้ได้ว่าบริษัทนั้นมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้าน SEO ที่หลากหลายเพียงใด โดยเฉพาะหากเป็นลูกค้าที่ทำธุรกิจประเภทเดียวกันกับคุณ ก็มั่นใจได้ว่าบริษัทมีความสามารถด้านเทคนิคในการทำ SEO อย่างดี คุณจึงมั่นใจได้ว่าโอกาสประสบความสำเร็จในการจ้างทำ SEO ค่อนข้างสูงและใช้เวลาในการทำที่สั้นกว่าจ้างมือสมัครเล่น

มีความโปร่งใส

สิ่งที่คุณต้องคุยกันก่อนทำสัญญากับบริษัททำ SEO คือการรายงานผลการทำแบบรายเดือน มีการให้คำอธิบายหรือให้ความรู้พื้นฐานแก่เจ้าของเว็บไซต์ในการดูค่าตัวเลขทางเทคนิคต่าง ๆ เพื่อการตรวจสอบได้อย่างโปร่งใสตลอดเวลา

การันตีผลที่เป็นไปได้จริง

หากบริษัทมีความประสิทธิภาพสูงมักจะมีการการันตีผลว่าสามารถรักษาลำดับในการถูกสืบค้นด้วยระบบ SEO ของคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ ได้ในอันดับ Top 3-10 ตลอดเวลาของการจ้างทำ SEO แต่จะไม่การันตีที่อันดับหนึ่งตลอดเวลาเพราะเป็นการแสดงผลจากระบบอัลกอริทึมของ Google และ Facebook

อัตราค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม

ระดับการคิดค่าใช้จ่ายของการทำ SEO นั้น มักเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ที่การันตีด้วย เช่น หากเลือกแพ็กเกจที่ทางบริษัทการันตีผลลัพธ์ขั้นสูงเป็น Top 3 ของการสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ อาจจะมีค่าใช้จ่าย 2-3 หมื่นบาท แต่หากเป็นอันดับท็อปเท็น top10 ก็จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท เป็นต้น หากบริษัทใดมีการคิดอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั่วไปอาจจะทำให้คุณต้องพบกับความเสี่ยงถูกทิ้งงานหรือเจอกับบริษัทที่เป็นมือใหม่ได้

จะเห็นได้ว่า การจ้างบริษัททำ SEO นั้นต้องพิจารณาองค์ประกอบอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ คุณควรศึกษาผลความพึงพอใจจากลูกค้าเก่า ๆ ของบริษัทรับทำ SEO ในสื่อโซเชียลต่าง ๆ ด้วยเพื่อประกอบการตัดสินใจได้อย่างดียิ่งขึ้น

5 ข้อสงสัย สร้าง link SEO อย่างไรให้ถูกวิธี?

แม้ว่า การทำ SEO จะดูเป็นเรื่องง่ายแต่ก็มีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หลายคนหลงลืมไปหรือมีข้อสงสัยอยู่บ้าง แล้วคำถามเหล่านี้ก็มักจะไม่ค่อยมีคนหาคำตอบมาให้ หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่กำลังมีข้อสงสัยที่อยู่ใน 5 ข้อนี้เหมือนหลายคนอยู่ เรามาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันเลย

วิธีสร้าง link SEO

Link ควรเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษดี?

มีหลายคนสงสัยมากว่าควรใช้ภาษาอะไรในการทำ link โดยคำตอบนั้นไม่มีอะไรตายตัว ขอแค่ใช้ภาษาอะไรก็ได้ ที่เป็นภาษาหลักเว็บไซต์ของคุณ เพราะ search engine อย่าง Google สามารถอ่านได้แทบทุกภาษาบนโลกใบนี้แล้ว หากเว็บไซต์ของคุณมีภาษาไทยเป็นภาษาหลักก็สามารถใช้ภาษาไทยใน link ได้

ใช้ full stop หรือ underscore บน link อันไหนดีกว่ากัน?

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า link นั้นไม่ได้เป็นส่วนที่ควรให้ความสำคัญเรื่องเครื่องหมายค่อนข้างมากเลยทีเดียวล่ะ ตามหลักของการทำ SEO ไม่ควรใช้ทั้ง full stop และ underscore บน link เพราะ bot ไม่สามารถอ่านได้ แต่ทางที่ดีที่สุดในการแยกคำควรใช้ hyphen แทน เช่น top-men-shirt หรือ ม่านโปร่ง-หน้าต่าง เป็นต้น

ควรใส่ link ที่เป็นภาษาอังกฤษอย่างไรดี?

ในการทำ link ที่เป็นภาษาอังกฤษนั้นไม่มีอะไรยาก แต่สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงคือการตัด stop words ออกไปเพื่อให้ link สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดย stop words เหล่านี้ก็คือ the, and, a, an และอื่น ๆ ที่ใช้ขยายความหมายของคำ เพราะเป็นคำที่แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย แล้วยิ่งเป็นการทำให้ link มีความยาวมากขึ้นโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

ควรใส่ link ที่เป็นภาษาไทยอย่างไรดี?

เช่นเดียวกับการทำ link เป็นภาษาอังกฤษ แต่สำหรับภาษาไทยเรานั้นมีความแตกต่างกันด้านไวยากรณ์ก็คือให้ตัดคำเชื่อมที่ไม่จำเป็นออก เช่น และ, ทั้ง, จึง, ดังนั้น ต่าง ๆ เพราะคำเหล่านี้แทบจะไม่มีความหมายอะไรเหมือน stop words ของภาษาอังกฤษในการอ่านของ bot เลยเช่นกัน

ต้องทำ link ยาว ๆ ไหม?

หลายคนเข้าใจว่าการทำ link นั้น ยิ่งยาวเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะคนอ่านจะได้เข้าใจมากขึ้นและช่วยให้ค้นหาง่าย แต่ความเป็นจริงนั้นคนเราแทบจะไม่สนใจ link เลย แต่เป็น bot ต่างหากที่ใช้ link ในการค้นหาเว็บไซต์ของคุณ ฉะนั้นเวลาทำ link ควรเป็น link ที่สั้นแต่ได้ใจความ โดยให้ถูกต้องตามหลักของแต่ละภาษา

การทำ SEO ที่ดีนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำให้ถูกต้องทุกข้อปฏิบัติ แต่คนที่ทำหน้าที่นี้จะต้องมีความเข้าใจในรายละเอียดปลีกย่อยด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นถ้าคุณอยากให้เว็บไซต์ติดอันดับแล้วล่ะก็ อย่าลืมสร้าง link ที่ดี และมีคุณภาพตามหลักการ SEO

ข้อสงสัย สร้าง link SEO อย่างไรให้ถูกวิธี

ดันเว็บให้อยู่หน้าแรกบน Google ไม่ยาก SEO ช่วยได้

เชื่อว่าใครที่มีเว็บไซต์จะต้องอยากโปรโมทให้มีคนเข้ามาดูมาก ๆ จนหลายคนต้องไปเสียค่าโฆษณาในช่องทางต่าง ๆ มากมาย ซึ่งก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เพราะการที่มีคนมาดูมาก ๆ ก็หมายถึงโอกาสในการทำให้เขาเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าและบริการได้มากเช่นกัน แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ด้วยว่าถูกกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ การคลิกเข้ามาดูในเว็บใดเว็บหนึ่งมาก ๆ Google จะจัดให้อยู่ในหน้าแรก ๆ เพราะถือว่าเป็นเว็บที่คนมีส่วนร่วมมาก นั่นหมายความว่าใครที่พิมพ์ Keyword เข้ามาก็จะเจอกับเว็บนั้นก่อน มีโอกาสโปรโมทก่อน และที่แน่นอนที่สุดคือมีโอกาสขายสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ก่อน

5 ขั้นตอนในการดันเว็บไซต์ให้อยู่ในหน้าแรกบน Google

Content is King เรื่องความน่าสนใจของเนื้อหาเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการทำ SEO เพราะเป็นธรรมดาที่คนจะอยากอ่านในเรื่องที่ตนเองสนใจ ดังนั้นการคิด Content ก็ต้องเริ่มต้นจากความสนใจของผู้บริโภคก่อนเป็นอันดับแรก

Keyword สนใจของผู้บริโภคข้างต้น ผู้ทำ SEO อาจพิจารณาจากคำค้นหาของผู้บริโภคก่อนว่าคนส่วนใหญ่จะค้นหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะพิมพ์ว่าอะไร แล้วเราค่อยนำ Keyword นั้นมาต่อยอดความคิดสร้าง Content ต่อไป

โครงสร้าง Content ตรงส่วนนี้จะเกี่ยวกับการกระจาย Keyword และจำนวนคำของบทความมากกว่า โดย Keyword ควรกระจายให้ทั่วบทความในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้เกิดการค้นหาเจอได้ง่าย แต่ทั้งนี้ก็ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติด้วย เพื่อให้อ่านแล้วไม่ติดขัด ส่วนจำนวนคำก็ต้องให้เหมาะสมว่าเราจะเสนอผู้บริโภคกลุ่มไหน ถ้าวัยรุ่นหน่อยก็สั้น ๆ กระชับ ถ้าเป็นวัยผู้ใหญ่ก็ยาวหน่อย มีเนื้อหาครบถ้วน

Backlink คือเราเอาลิงก์ของเว็บของเราไปฝากไว้บนเว็บไซต์อื่น หากเป็นเว็บที่มีชื่อเสียงด้วยแล้วจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บของเราไม่น้อย เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยสร้างฐานผู้ติดตามได้มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ Google พิจารณาจัดอันดับเว็บไซต์

สร้าง Website ให้รองรับสมาร์ทโฟน ไม่ว่าตื่นนอนหรือก่อนนอน คนส่วนใหญ่จะหยิบมือถือกันทั้งนั้น ต้องยอมรับว่าสมัยนี้โทรศัพท์เป็นปัจจัยที่ 5 แล้ว โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมการเสพมือถือมากกว่าทีวีหรือวิทยุรวมกันเสียอีก ดังนั้นหากเราออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับการใช้งานบนมือถือได้ ก็จะเกิดผลดีอย่างแน่นอน

การทำ SEO ตาม 5 ขั้นตอนที่กล่าวมานี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของเรามีผู้ติดตามมากขึ้นอย่างแน่นอน อาจจะไม่ได้เห็นผลลัพธ์ใน 3 วัน 7 วัน แต่เชื่อว่าหากมุ่งมั่นที่จะสร้าง Content ดี ๆ พัฒนาเว็บไซต์ให้มีความน่าสนใจอยู่ตลอดเวลา เชื่อว่าเว็บไซต์ของเราจะต้องถูกดันขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของ Google ในที่สุด

ขั้นตอนในการดันเว็บไซต์ให้อยู่ในหน้าแรกบน Google