SEO Page Quality ในมุมมองของ Google ต้องเป็นอย่างไร

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาวิธีการทำเว็บไซต์ให้มีคุณภาพเพื่อให้ได้คะแนนการประเมินจาก Google คุณมาถูกทางแล้วล่ะ เพราะวันนี้เรามีลักษณะของเว็บไซต์ที่ Google จะให้ประเมินว่าเป็นเว็บไซต์ที่ดีมีคุณภาพ อย่ารอช้า รีบมาดูกันได้เลย

Google ประเมินอะไรบ้างในเว็บไซต์

มีการเช็คสภาพของเว็บไซต์ให้มีการใช้งานที่ดีอยู่เสมอ โครงสร้างของเว็บไซต์ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการทำ SEO ค่อนข้างมากเลยทีเดียว เพราะจะทำให้ Google เข้าไปเก็บข้อมูลบนเว็บไซต์ได้ง่าย เจ้าของเว็บไซต์ที่ดีควรมีการตรวจเช็คสภาพการทำงานของเว็บไซต์ให้ทำงานได้ดีอยู่เสมอ

มีข้อมูลเว็บไซต์ที่ครบถ้วน ข้อมูลของเว็บไซต์นั้นประกอบไปด้วยเมนูต่าง ๆ ที่สำคัญต่อการค้นหาเนื้อหาในเว็บไซต์ ซึ่งจะมีประโยชน์กับผู้ชมของเว็บไซต์และ bot ของ Google ด้วย เนื่องจาก Google จะเข้าไปเก็บข้อมูลของเว็บไซต์ผ่าน sitemap ที่ถูกสร้างขึ้นจากเมนูเหล่านี้นี่เอง

มีการออกแบบไซต์ที่เหมาะสม การออกแบบเว็บไซต์นั้นจะส่งผลกระทบไปยังประสบการณ์การใช้งานของผู้ชมโดยตรง หากเป็นเว็บไซต์ที่ออกแบบมาไม่ดี เว็บไซต์นั้นมีโอกาสที่จะไม่มีคนกลับเข้ามาดูอีกในครั้งต่อไป แต่หากเป็นเว็บไซต์ที่ถูกออกแบบมาดีก็จะทำให้ผู้เข้าชมมีประสบการณ์ที่ดีและอยากกลับมาในเว็บไซต์อีกซ้ำ ๆ

มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ชม เนื้อหาที่เป็นประโยชน์นั้นสามารถเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นเนื้อหาที่มีผู้ชมเข้ามาอ่านเป็นจำนวนมากและใช้เวลาในการอ่านที่เหมาะสม ซึ่งเว็บไซต์ไหนที่สามารถสร้างเนื้อหาประเภทนี้ขึ้นมาได้ ก็มีโอกาสที่จะติดอันดับบนหน้าแรกได้แบบยาว ๆ เลยทีเดียวล่ะ

มีชื่อเสียงในแง่บวก ชื่อเสียงของเว็บไซต์ถือเป็นสิ่งสำคัญมากเลยทีเดียวล่ะ โดยชื่อเสียงนี้ไม่ได้หมายถึงการได้รับการบอกต่อโดยการแชร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นเว็บไซต์ที่ไม่ได้ถูกรายงานว่าเป็นสแปมหรือก่อกวนผู้ชมของ Google อีกด้วย เพราะเมื่อไหร่ที่มีการรายงานนี้เกิดขึ้นกับเว็บไซต์ของคุณ เมื่อนั้นก็จะทำให้ถูกประเมินเป็นเว็บไซต์คุณภาพต่ำจนถึงขั้นถูกแบนได้เหมือนกัน

มีเนื้อหาที่มีคุณภาพ เนื้อหาคุณภาพจะช่วยสร้างคะแนน SEO ให้กับเจ้าของเว็บไซต์ได้แบบไม่ยาก โดยเฉพาะเนื้อหาที่ความเป็น unique และสร้างคุณค่าให้กับผู้ชม แม้ว่ามันจะต้องใช้ระยะเวลาอยู่สักหน่อย แต่เนื้อหาเหล่านี้เอง ที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าเว็บไซต์ของคุณจะอยู่ได้สั้น ๆ หรืออยู่แบบยาว ๆ ต่อไป

การทำ SEO เว็บไซต์ให้มีคุณภาพนั้น จะทำให้คุณไต่อันดับขึ้นไปบนหน้าแรกของ Google ได้เร็วขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม หากคุณใช้วิธีการทำเว็บไซต์จน Google ประเมินว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพต่ำ ก็สามารถทำให้ตกอันดับไปอยู่หน้าหลัง ๆ ของ Google ได้เหมือนกัน

SEO Page Quality ในมุมมองของ Google ต้องเป็นอย่างไร

ความสำคัญของ Local SEO ต่อธุรกิจท้องถิ่น

ในปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของธุรกิจท้องถิ่นค่อนข้างสูง โดยธุรกิจท้องถิ่นที่มีผู้ให้ความสนใจอย่างแพร่หลายมักเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอาหารการกิน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรได้ดี ทำให้ผู้ประกอบการหลายคนที่มีลูกค้าประจำมาก และมองการณ์ไกลจึงต้องการสร้างแบรนด์แฟรนไชส์ขึ้นมาเพื่อขายให้กับผู้ที่สนใจต่อไป ทั้งนี้แม้ว่าร้านของคุณจะสามารถสร้างผลกำไรได้ดี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะมีผู้ที่สนใจในสูตรอาหารของคุณ การทำการตลาดเพื่อให้ลูกค้าเกิดความสนใจ จึงเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับลูกค้าได้

การสร้างแบรนด์แฟรนไชส์ในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องเสียค่าโฆษณาจำนวนมากเพื่อให้ได้พื้นที่โฆษณาช่องเล็ก ๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารเหมือนกับในอดีต เนื่องจากการทำเว็บไซต์เป็นช่องทางการโฆษณาที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า แต่สามารถสร้างการตอบรับจากผู้ที่สนใจได้ดีมากกว่า โดยเฉพาะการนำเทคนิค Local SEO มาใช้ โดยวิธีทำ Local SEO สามารถทำได้ ดังนี้

วิธีทำ Local SEO

ตั้งชื่อแฟรนไชส์ให้มีความน่าสนใจ ชื่อแบรนด์แฟรนไชส์เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างการจดจำได้เป็นอย่างดี การตั้งชื่อที่ดีควรเป็นคำที่จำง่าย มีความคล้องจองและมีความยาวที่พอเหมาะ

สมัครบริการของ Google My Business บริการฟรีจาก Google ที่เป็น Search Engine อันดับหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นบริการที่ช่วยโฆษณาธุรกิจท้องถิ่นของคุณให้เป็นที่รู้จักและทำให้ลูกค้าสามารถเดินทางมายังร้านของคุณได้ง่ายขึ้น ซึ่งวิธีการสมัครทำได้ง่ายมากเพียงกดค้นหาคำว่า “Google My Business” จากนั้นกรอกข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจและรอการตรวจสอบจาก Google ซึ่งข้อมูลที่ใช้ในการสมัคร ได้แก่ ชื่อแบรนด์, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์และประเภทธุรกิจ

สร้าง Business Website โดยเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นอาจเป็น Landing Pang ที่มีเพียงข้อมูลเบื้องต้นก็ได้ หรืออาจทำเว็บไซต์ที่มีบล็อกเพื่ออธิบายข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น สร้างการรับรู้และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์แฟรนไชส์ ซึ่งสามารถนำเทคนิคการเขียน บทความ SEO มาใช้ เพื่อให้เว็บไซต์ธุรกิจแฟรนไชส์ติดอันดับบนหน้าแรกของ Google ได้ นอกจากนี้การสร้างเว็บไซต์ที่โหลดได้เร็วและเป็นมิตรกับการเปิดอ่านบนสมาร์ทโฟน จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้มากขึ้น

ระบุช่องทางการติดต่อให้ชัดเจน แม้ว่าอินเทอร์เน็ตจะเป็นเครื่องมือที่สร้างการรับรู้ถึงแบรนด์แฟรนไชส์ได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่ไม่อยากอ่านข้อมูลที่มีเฉพาะในเว็บไซต์ การให้ช่องทางการติดต่ออื่น ๆ เพิ่มเติม จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยจูงใจลูกค้าได้

ธุรกิจท้องถิ่นสามารถพัฒนาจากร้านค้าธรรมดาสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ระดับประเทศหรือระดับโลกได้ ด้วยการนำเทคนิค Local SEO มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

วิธีทำ Local SEO

5 ข้อสงสัย สร้าง link SEO อย่างไรให้ถูกวิธี?

แม้ว่า การทำ SEO จะดูเป็นเรื่องง่ายแต่ก็มีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หลายคนหลงลืมไปหรือมีข้อสงสัยอยู่บ้าง แล้วคำถามเหล่านี้ก็มักจะไม่ค่อยมีคนหาคำตอบมาให้ หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่กำลังมีข้อสงสัยที่อยู่ใน 5 ข้อนี้เหมือนหลายคนอยู่ เรามาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันเลย

วิธีสร้าง link SEO

Link ควรเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษดี?

มีหลายคนสงสัยมากว่าควรใช้ภาษาอะไรในการทำ link โดยคำตอบนั้นไม่มีอะไรตายตัว ขอแค่ใช้ภาษาอะไรก็ได้ ที่เป็นภาษาหลักเว็บไซต์ของคุณ เพราะ search engine อย่าง Google สามารถอ่านได้แทบทุกภาษาบนโลกใบนี้แล้ว หากเว็บไซต์ของคุณมีภาษาไทยเป็นภาษาหลักก็สามารถใช้ภาษาไทยใน link ได้

ใช้ full stop หรือ underscore บน link อันไหนดีกว่ากัน?

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า link นั้นไม่ได้เป็นส่วนที่ควรให้ความสำคัญเรื่องเครื่องหมายค่อนข้างมากเลยทีเดียวล่ะ ตามหลักของการทำ SEO ไม่ควรใช้ทั้ง full stop และ underscore บน link เพราะ bot ไม่สามารถอ่านได้ แต่ทางที่ดีที่สุดในการแยกคำควรใช้ hyphen แทน เช่น top-men-shirt หรือ ม่านโปร่ง-หน้าต่าง เป็นต้น

ควรใส่ link ที่เป็นภาษาอังกฤษอย่างไรดี?

ในการทำ link ที่เป็นภาษาอังกฤษนั้นไม่มีอะไรยาก แต่สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงคือการตัด stop words ออกไปเพื่อให้ link สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดย stop words เหล่านี้ก็คือ the, and, a, an และอื่น ๆ ที่ใช้ขยายความหมายของคำ เพราะเป็นคำที่แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย แล้วยิ่งเป็นการทำให้ link มีความยาวมากขึ้นโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

ควรใส่ link ที่เป็นภาษาไทยอย่างไรดี?

เช่นเดียวกับการทำ link เป็นภาษาอังกฤษ แต่สำหรับภาษาไทยเรานั้นมีความแตกต่างกันด้านไวยากรณ์ก็คือให้ตัดคำเชื่อมที่ไม่จำเป็นออก เช่น และ, ทั้ง, จึง, ดังนั้น ต่าง ๆ เพราะคำเหล่านี้แทบจะไม่มีความหมายอะไรเหมือน stop words ของภาษาอังกฤษในการอ่านของ bot เลยเช่นกัน

ต้องทำ link ยาว ๆ ไหม?

หลายคนเข้าใจว่าการทำ link นั้น ยิ่งยาวเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะคนอ่านจะได้เข้าใจมากขึ้นและช่วยให้ค้นหาง่าย แต่ความเป็นจริงนั้นคนเราแทบจะไม่สนใจ link เลย แต่เป็น bot ต่างหากที่ใช้ link ในการค้นหาเว็บไซต์ของคุณ ฉะนั้นเวลาทำ link ควรเป็น link ที่สั้นแต่ได้ใจความ โดยให้ถูกต้องตามหลักของแต่ละภาษา

การทำ SEO ที่ดีนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำให้ถูกต้องทุกข้อปฏิบัติ แต่คนที่ทำหน้าที่นี้จะต้องมีความเข้าใจในรายละเอียดปลีกย่อยด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นถ้าคุณอยากให้เว็บไซต์ติดอันดับแล้วล่ะก็ อย่าลืมสร้าง link ที่ดี และมีคุณภาพตามหลักการ SEO

ข้อสงสัย สร้าง link SEO อย่างไรให้ถูกวิธี

ดันเว็บให้อยู่หน้าแรกบน Google ไม่ยาก SEO ช่วยได้

เชื่อว่าใครที่มีเว็บไซต์จะต้องอยากโปรโมทให้มีคนเข้ามาดูมาก ๆ จนหลายคนต้องไปเสียค่าโฆษณาในช่องทางต่าง ๆ มากมาย ซึ่งก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เพราะการที่มีคนมาดูมาก ๆ ก็หมายถึงโอกาสในการทำให้เขาเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าและบริการได้มากเช่นกัน แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ด้วยว่าถูกกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ การคลิกเข้ามาดูในเว็บใดเว็บหนึ่งมาก ๆ Google จะจัดให้อยู่ในหน้าแรก ๆ เพราะถือว่าเป็นเว็บที่คนมีส่วนร่วมมาก นั่นหมายความว่าใครที่พิมพ์ Keyword เข้ามาก็จะเจอกับเว็บนั้นก่อน มีโอกาสโปรโมทก่อน และที่แน่นอนที่สุดคือมีโอกาสขายสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ก่อน

5 ขั้นตอนในการดันเว็บไซต์ให้อยู่ในหน้าแรกบน Google

Content is King เรื่องความน่าสนใจของเนื้อหาเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการทำ SEO เพราะเป็นธรรมดาที่คนจะอยากอ่านในเรื่องที่ตนเองสนใจ ดังนั้นการคิด Content ก็ต้องเริ่มต้นจากความสนใจของผู้บริโภคก่อนเป็นอันดับแรก

Keyword สนใจของผู้บริโภคข้างต้น ผู้ทำ SEO อาจพิจารณาจากคำค้นหาของผู้บริโภคก่อนว่าคนส่วนใหญ่จะค้นหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะพิมพ์ว่าอะไร แล้วเราค่อยนำ Keyword นั้นมาต่อยอดความคิดสร้าง Content ต่อไป

โครงสร้าง Content ตรงส่วนนี้จะเกี่ยวกับการกระจาย Keyword และจำนวนคำของบทความมากกว่า โดย Keyword ควรกระจายให้ทั่วบทความในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้เกิดการค้นหาเจอได้ง่าย แต่ทั้งนี้ก็ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติด้วย เพื่อให้อ่านแล้วไม่ติดขัด ส่วนจำนวนคำก็ต้องให้เหมาะสมว่าเราจะเสนอผู้บริโภคกลุ่มไหน ถ้าวัยรุ่นหน่อยก็สั้น ๆ กระชับ ถ้าเป็นวัยผู้ใหญ่ก็ยาวหน่อย มีเนื้อหาครบถ้วน

Backlink คือเราเอาลิงก์ของเว็บของเราไปฝากไว้บนเว็บไซต์อื่น หากเป็นเว็บที่มีชื่อเสียงด้วยแล้วจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บของเราไม่น้อย เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยสร้างฐานผู้ติดตามได้มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ Google พิจารณาจัดอันดับเว็บไซต์

สร้าง Website ให้รองรับสมาร์ทโฟน ไม่ว่าตื่นนอนหรือก่อนนอน คนส่วนใหญ่จะหยิบมือถือกันทั้งนั้น ต้องยอมรับว่าสมัยนี้โทรศัพท์เป็นปัจจัยที่ 5 แล้ว โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมการเสพมือถือมากกว่าทีวีหรือวิทยุรวมกันเสียอีก ดังนั้นหากเราออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับการใช้งานบนมือถือได้ ก็จะเกิดผลดีอย่างแน่นอน

การทำ SEO ตาม 5 ขั้นตอนที่กล่าวมานี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของเรามีผู้ติดตามมากขึ้นอย่างแน่นอน อาจจะไม่ได้เห็นผลลัพธ์ใน 3 วัน 7 วัน แต่เชื่อว่าหากมุ่งมั่นที่จะสร้าง Content ดี ๆ พัฒนาเว็บไซต์ให้มีความน่าสนใจอยู่ตลอดเวลา เชื่อว่าเว็บไซต์ของเราจะต้องถูกดันขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของ Google ในที่สุด

ขั้นตอนในการดันเว็บไซต์ให้อยู่ในหน้าแรกบน Google

เทคนิคการเลือก Keyword สำหรับ SEO

ความรู้เกี่ยวกับ Search Engine Optimization หรือ SEO เป็นความรู้พื้นฐานที่คนทำเว็บไซต์จะต้องรู้ เนื่องจาก SEO เป็นเครื่องมือที่ดีต่อการทำเว็บไซต์ในหลาย ๆ ด้าน เช่น ทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักของกลุ่มเป้าหมายโดยไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาจำนวนมาก, สร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้อง, เป็น Resume ชั้นดีที่ทำให้ฟรีแลนซ์มีรายได้มากขึ้น และเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างช่องทางการตลาดให้เพิ่มขึ้น เป็นต้น

Keyword หรือคำที่คนค้นหาเยอะ เป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้การทำ SEO ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยการหา Keyword สามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

1.ใช้เครื่องมือ Keyword Research ที่ให้บริการทั้งแบบฟรีและเสียค่าใช้จ่าย โดย Keyword Research จะเป็นเครื่องมือที่บอกถึงปริมาณการค้นหาของ Keyword นั้น ๆ เช่น Keyword Planner เป็นโปรแกรมของ Google ที่เอาไว้ให้บริการผู้ที่ต้องการซื้อพื้นที่โฆษณาบนหน้าแรก, Keyword tool, Keyword Suggest, KW finder เป็นต้น

2.Google Suggest หรือ คำค้นหาเกี่ยวข้อง จะปรากฏขึ้นมาในบริเวณด้านล่างสุดของหน้า ซึ่งคำเหล่านั้นจะเป็นคำที่เคยมีคนจำนวนหนึ่งกดค้นหาเอาไว้ โดยข้อดีของ Google suggest จะทำให้เรารู้ว่าคนกำลังให้ความสนใจในเรื่องอะไรเกี่ยวกับ Keyword ที่เราค้นหา

Keyword แบ่งได้ออกเป็น 3 ประเภท คือ

Seed Keyword เป็นคำทั่วไปที่ไม่ได้มีความเฉพาะเจาะจง เช่น ดอกไม้, กระเป๋า, รองเท้า, ถุงมือ เป็นต้น ซึ่งคำเหล่านี้จะมีอัตราการแข่งขันสูงมาก

Niches Keyword เป็นคำที่มีความเฉพาะเจาะจง เช่น ดอกทานตะวัน, กระเป๋าหนังงู, รองเท้าบาสเกตบอล, ถุงมือขี่มอเตอร์ไซค์ เป็นต้น คำเหล่านี้เป็นคำที่ได้รับความนิยมในการนำมาใช้เป็น Keyword หลักในการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์

Long tail Keyword คือ คำที่มีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า niches keyword เป็นคำที่ถูกนำมาใช้เป็น Keyword รอง ในการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์

แม้ว่าหลายคนจะทราบเกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นในการหา Keyword และประเภทของ Keyword มาบ้าง แต่การเลือก Keyword ที่มีคุณภาพก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การทำ SEO บนเว็บไซต์ประสบความสำเร็จ ซึ่งเทคนิคการเลือก Keyword สำหรับ SEO มีหลักสำคัญ คือ การนำคำที่ถูกแนะนำใน Google Suggest มาตรวจสอบปริมาณการค้นหาใน Keyword Research โดยเลือกคำที่มีปริมาณการค้นหามากที่สุดเป็นสำคัญ แต่คำที่มีการค้นหาเยอะนั้น หลายคำมักมีอัตราการแข่งขันสูง คือ มีจำนวนผู้นำคำดังกล่าวมาใช้ในการทำ SEO อยู่แล้ว ซึ่งหากมีการแข่งขันสูงก็ทำให้ การทำ SEO ยากตามไปด้วย

ดังนั้น การเลือก Keyword จึงควรเลือกคำที่มีปริมาณการค้นหาสูง แต่ต้องมีอัตราการแข่งขันต่ำ เพื่อให้การติดอันดับบนหน้าหนึ่งของ Search Engine ง่ายขึ้น

Keyword แบ่งได้ออกเป็น 3 ประเภท

SEO กับ Google Ads เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้เหล่านักทำการตลาดออนไลน์มือใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับการทำเว็บไซต์มากขึ้น เพราะเว็บไซต์เปรียบเสมือนเครื่องมือยืนยันตัวตนที่แท้จริงของบุคคล ห้างร้านหรือแบรนด์ต่าง ๆ นอกจากนี้เว็บไซต์ยังเป็นแหล่งให้ข้อมูลที่น่าสนใจกับลูกค้าที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือเกี่ยวข้องกับแบรนด์ เมื่อเว็บไซต์มีประโยชน์ก็จะทำให้เว็บไซต์มีฐานลูกค้าและสามารถสร้างรายได้มากขึ้น

การทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้น ๆ ของการค้นหา จะทำให้เว็บไซต์ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น รวมถึงเป็นจุดที่ลูกค้าสามารถมองเห็นได้ง่ายที่สุด โดยวิธีการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine สามารถทำได้ 2 วิธี คือ

2 วิธีทำเว็บให้ติดอันดับบน Search Engine

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization คือ การปรับเว็บไซต์ให้เป็นมิตรต่อ Google โดยหลักของการทำ SEO เริ่มที่การเลือก Keyword ที่มีจำนวนผู้คนหาเยอะ มาแปลงเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ โดยนำ Keyword ดังกล่าวมาตั้งเป็น หัวข้อบทความ, คำบรรยายสั้น ๆ เกี่ยวกับบทความ, เนื้อหาบทความ, นำมาตั้งชื่อรูปและเซฟเป็นชื่อไฟล์ภาพ ฯลฯ แต่เท่านั้นยังไม่พอเพราะการทำ SEO ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่หลายคนอาจคิดไม่ถึง เช่น ความถี่ในการอัปโหลดบทความ, จำนวนคำในบทความ, ความน่าเชื่อถือของโดเมนเนม ฯลฯ ซึ่งการทำ SEO อาจทำให้มือใหม่หลายคนถอดใจได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะหากต้องทำ SEO ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

Google Ads (แต่ก่อนหน้าเรียกว่า Google AdWords) เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าหนึ่งบน Google Search Engine ได้โดยไม่ต้องใช้เวลานานเหมือนกับการทำ SEO โดย Google Ads เป็นการจ่ายค่าโฆษณาให้กับ Google เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าแรกใน Keyword ที่ต้องการ แม้จะดูเหมือนง่ายแต่ในบางตลาดที่มีการแข่งขันของ Keyword ค่อนข้างสูง อัตราค่าบริการของ Google Ads ก็จะแพงตามไปด้วยและต้องประมูลราคาสู้กับคู่แข่งเพื่อให้ได้ตำแหน่งโฆษณาที่ดี นอกจากนี้การทำ Google Ads ก็ไม่ได้การันตีถึงความยาวนานของการติดอันดับ เพราะหากมีเว็บไซต์คู่แข่งที่มีคุณภาพดีและประมูลให้ราคาสูงกว่า ก็จะถูกลดอันดับโฆษณาได้เช่นกัน ทำให้คนเข้าชมลดน้อยลงตามสัดส่วน แม้จะมีเงินมากมายในการทำ Google Ads แต่ถ้าเว็บไซต์ไม่มีคุณภาพก็อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร ทั้งนี้แม้อันดับลดลงแล้ว ก็สามารถพัฒนาคุณภาพการโฆษณาและการประมูลเพื่อกลับขึ้นสู่อันดับหนึ่งของโฆษณาได้เช่นกัน

ความเกี่ยวพันกันระหว่าง การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization และ Google Ads เป็นการแข่งขันการทำการตลาดของ Keyword ที่เว็บไซต์ต้องการ โดยการเลือก Keyword ที่เหมาะสมต่อการทำการตลาด ย่อมทำให้การติดอันดับได้ง่ายขึ้นและจ่ายน้อยลง แต่ความมั่นคงของการแข่งขันทางการตลาดใน ปี ค.ศ.2020 นี้เป็นไปในทิศทางของการสร้างประโยชน์และมูลค่าของคอนเทนต์เป็นสำคัญ ดังนั้นหากต้องการให้เว็บไซต์มีความมั่นคง การเลือก Keyword ที่ดีตั้งแต่แรกและปรับกลยุทธ์ในการทำการตลาดผสมผสานกันระหว่าง SEO หรือ Google Ads จะส่งผลดีต่อเว็บไซต์ในระยะยาว

2 วิธีทำเว็บให้ติดอันดับบน Search Engine

เรื่องต้องรู้ในการเพิ่มยอดขายด้วย SEO (Search Engine Optimization)

ในยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น (Digital Disruption) ที่ผู้ขายสินค้ากลายเป็นใครก็ได้บนโลกใบนี้ และยุคที่นักการตลาดพยายามคิดกลยุทธ์ให้ก้าวทันเทคโนโลยีเพื่อโฆษณาสินค้าและบริการของตนให้ได้รับความสนใจมากขึ้น อันนำไปสู่เป้าหมายหลัก คือ การเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการนั่นเอง

บทความนี้ ขอชี้ให้เห็นแง่มุมที่แตกต่างในการเพิ่มยอดขาย ในประเด็นที่เทคโนโลยีไม่ใช่พระเอก แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคและการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าต่างหาก คือพระเอกและตัวแปรสำคัญที่ทำให้ยอดขายสินค้าเปลี่ยนแปลงไป

พฤติกรรมของผู้บริโภคและการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าในยุคนี้เป็นอย่างไร ยุคที่ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นยุคที่ผู้บริโภคฉลาดซื้อ ฉลาดศึกษาข้อมูล ฉลาดเปรียบเทียบราคาและคุณภาพของสินค้าและการให้บริการก่อนซื้อ แต่เสี้ยววินาทีสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้าส่วนใหญ่ล้วนมาจากการอ่านรีวิวและการ search เจอในอันดับต้น ๆ ของเว็บผู้ให้บริการ search engine ยอดนิยม ดังเช่น Google นี่คือกุญแจสำคัญที่นักการตลาดต้องศึกษาที่มาของการตัดสินใจนี้อย่างจริงจัง ซึ่งต้องตั้งคำถามย้อนกลับไปที่ต้นทางว่า

1.keyword ไหนที่ลูกค้าจะใช้พิมพ์ในช่อง search ของเว็บไซต์ Google.com

2.จะทำอย่างไรให้สินค้าและบริการของตนได้ปรากฏบนเว็บไซต์ Google.com อันดับต้น ๆ ในหน้าแรก

จุดประสงค์หลัก คือเพื่อให้ผู้คนจำนวนมหาศาลบนโลกใบนี้มองเห็นสินค้าและบริการของตน ทั้งเว็บไซต์สินค้าและการกล่าวถึงสินค้าในแง่ของการรีวิว การคอมเม้นท์ และการอ้างอิงผ่านเว็บไซต์และแพลตฟอร์มอื่น ๆ

ทั้งสองคำถามข้างต้น มีคำตอบอยู่ที่คำว่า SEO

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization แปลว่า การหาค่าที่เหมาะสมของโปรแกรมค้นหา อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ คือต้องรู้จักการวัดผลการหาค่าที่เหมาะสมของเว็บไซต์ค้นหาข้อมูล เช่น เว็บไซต์ Google.com ว่ามีเกณฑ์การวัดผล เพื่อจัดลำดับเว็บไซต์อย่างไร

การศึกษา SEO ให้เข้าใจนั้น คือการศึกษาโครงสร้างวิศวกรรมของเว็บไซต์และเกณฑ์การวัดผลจากปริมาณ keyword คำซ้ำ ๆ ที่ปรากฏบนตำแหน่งต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ แต่ปริมาณของ keyword นั้นต้องเหมาะสมกับคุณภาพเนื้อหา จึงจะเป็นเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือและถูกจัดอยู่อันดับต้น ๆ ของ Google ในที่สุด

หากเจ้าของกิจการหรือนักการตลาดต้องการให้เว็บไซต์ของตนเองถูกลูกค้า search เจอ ต้องออกแบบโครงสร้างวิศวกรรมของเว็บไซต์ให้ตรงกับเกณฑ์การวัดผลของ Google และต้องคิด keyword ที่ตรงกับ keyword ที่ลูกค้าพิมพ์ในช่องค้นหานั่นเอง

ดังนั้น ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ keyword ซึ่งนักการตลาดต้องวิเคราะห์ให้ออกว่าลูกค้าจะใช้ keyword ไหน เมื่อต้องการซื้อสินค้าและบริการของตน

เพียงเท่านี้ ก็เป็นประตูบานแรกแห่งการตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคและการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าอย่างถูกทาง และเคล็ดลับสำคัญที่พลาดไม่ได้ คือ นักการตลาดต้องพยายามอัปเดตและคิด keyword ให้ทันลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่มักปรับเปลี่ยนวิธีนึก keyword ตามสถานการณ์สังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อนำมาปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ของตน และเพื่อเพิ่มการโฆษณาสินค้าผ่านบทความต่าง ๆ ที่มี keyword นั้น ๆ ปรากฏ เพื่อให้เว็บไซต์ไม่ถูกลดอันดับจาก Google นั่นเอง

เมื่อผู้คนมองเห็นสินค้าและบริการจากเว็บไซต์เป็นอันดับแรก ๆ ใน Google ก็เพิ่มโอกาสการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า เปรียบเหมือนการยิงโดนกลุ่มเป้าหมายโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาจากสื่ออื่นเพิ่มเติม และสามารถเพิ่มยอดขายได้จำนวนมหาศาลจากผู้คนทั่วโลก นับว่า SEO เป็นเรื่องต้องรู้และศึกษาไว้ เพื่อช่วยในการเพิ่มยอดขายอย่างแท้จริง

ทั้งสองคำถามข้างต้น มีคำตอบอยู่ที่คำว่า SEO

รู้ไหม SEO ทำได้ทั้งกับรูปภาพและบทความ

SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ทุกเว็บไซต์ควรทำ เพราะเป็นเกณฑ์วัดคุณภาพของเว็บไซต์ที่ Google ใช้ในการจัดอันดับการนำเสนอบนหน้าจอ เมื่อมีการค้นพบด้วย keyword ต่าง ๆ ซึ่ง SEO สามารถทำได้ทั้งในส่วนของบทความและรูปภาพ ดังรายละเอียด ต่อไปนี้

SEO บทความ

คนที่ใช้ Google ค้นข้อมูล จะหาจากการพิมพ์ keyword ในช่อง search ซึ่งผู้ที่ทำเว็บไซต์ SEO สามารถศึกษาคำที่นิยมใช้หาใน Google search Console ซึ่งเป็นแหล่งวิเคราะห์และรวบรวมสถิติด้านต่าง ๆ ไว้ ซึ่งนำไปต่อยอดได้มาก

เมื่อได้ keyword แล้ว ให้นำมาเป็นหัวใจในการเขียนบทความ SEO ที่ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายต่อไป ทั้งนี้ ต้องใช้ในการตั้งชื่อบทความ (Title) และคิดบทคัดย่อ (Meta Description) เพื่อดึงดูดใจให้คนคลิกเข้ามาอ่านบทความฉบับเต็มในเว็บไซต์ด้วย เป็นการเพิ่มค่า traffic ให้เว็บไซต์ได้ด้วย

ทั้งนี้ การทำ บทความ SEO คนส่วนใหญ่จะใช้โปรแกรม WordPress ซึ่งสามารถดาวน์โหลดปลั๊กอิน เช่น Yoast SEO ช่วยในการวิเคราะห์การตั้งชื่อหัวข้อและการเขียนบทย่อ ว่าเหมาะสมหรือยังต้องปรับปรุง และ plugin นี้ยังสามารถใช้ในการสร้าง hyperlink เชื่อมโยงไปสู่เพจหน้าอื่น ซึ่งจะช่วยส่งผลให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้ด้วย

SEO รูปภาพ

การทำ SEO ให้รูปภาพ เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม แต่ที่จริงแล้วมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำ SEO ให้บทความ หากเว็บไซต์ของคุณแสดงรูปภาพสวย ๆ ปรากฏอยู่ในหน้าต่างค้นหาภาพหรือ image ใน Google จะกระตุ้นให้คนคลิกเข้าไปชมรายละเอียดอื่น ๆ ในเว็บไซต์ นำไปสู่การขายสินค้าได้ด้วย

มีการวิจัยพบว่าผู้คนในปัจจุบันชอบดูรูปภาพที่สวยงาม มีเอกลักษณ์ และนิยมนำรูปภาพที่น่าประทับใจไปอ้างอิงต่อ ซึ่งหากเว็บไซต์คุณทำ SEO จนภาพถูกนำไปใช้ต่อก็จะทำให้เพิ่มค่า traffic การเข้าชมเว็บไซต์ได้ ทำให้ยิ่งเพิ่มอันดับ SEO เว็บไซต์ให้ดีขึ้นได้

การทำ SEO ให้กับรูปภาพ จะประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ

การทำสารบัญรูปภาพหรือที่เรียกว่า sitemap

การใส่รายละเอียดลงไปในส่วน alt tag และการวางตำแหน่งรูปภาพให้เหมาะสมตรงกับย่อหน้าที่กล่าวถึง

การตรวจสอบผลการทำใน Google search Console ว่าว่าข้อมูลในระบบมีการอัปเดตขึ้นจริง และเมื่อคุณลองพิมพ์ค้นหาใน Google ก็จะพบว่ารูปทั้งหมดที่คุณทำแสดงแล้วเรียบร้อย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO มีประโยชน์ต่อธุรกิจออนไลน์ ไม่ว่าจะทำ SEO ให้บทความหรือรูปภาพก็ต้องมีความสม่ำเสมอ มีการผลิตผลงานสดใหม่ตลอดเวลา และที่สำคัญต้องไม่ไปคัดลอกงานซ้ำจากแหล่งอื่นที่จะทำให้ถูกแบนจากระบบ Google ได้

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านเข้าใจหลักการทำ SEO ในสองส่วนนี้มากขึ้น เพื่อนำไปปรับใช้กับธุรกิจออนไลน์ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำการตลาด SEO และ SEM

การทำ การตลาดออนไลน์ แบบ SEO และ SEM เป็นสิ่งที่สามารถช่วยให้เว็บไซต์ทางธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าและบริการทุกประเภทประสบความสำเร็จมากขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายในด้านยอดขายและการขยายฐานลูกค้าให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ

การตลาดทั้งสองแบบนี้ มีหลักการและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ที่เจ้าของธุรกิจควรทราบตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อการวางแผนการปฏิบัติและหวังผลที่เหมาะสม ดังที่เรารวบรวมประเด็นมาดังนี้

มารู้จักเทคนิคการทำ SEO

SEO หรือ search engine optimization เป็นการตลาดที่เหมาะอย่างยิ่งกับธุรกิจรายย่อย หรือผู้ที่มีเงินทุนจำกัด เพราะเป็นเทคนิคที่ไม่มีค่าใช้จ่าย กล่าวคือ เมื่อผู้ทำเว็บไซต์ศึกษาวิธีการทำ SEO จากหนังสือหรือลงคอร์สเรียน แล้วนำมาศึกษาเพิ่มผ่านประสบการณ์

การอัปเดตข้อมูลในเว็บไซต์เป็นประจำ ร่วมกับการพัฒนาส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าในการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ ระบบ algorithm ของ Google ก็จะมาเก็บข้อมูลไปเปรียบเทียบทางเทคนิค เพื่อนำสู่การจัดอันดับแสดงผลในหน้า SERPs หรือ search engine result pages ที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของเว็บไซต์ไม่ถนัดทำ SEO หรือไม่มีเวลาบริหารจัดการ ก็สามารถจ้างบริษัทเอกชนที่มีประสบการณ์สูงทำเว็บไซต์ SEO ให้ก็ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำ SEO แนะนำว่าต้องดูแลทั้งในส่วนโครงสร้าง การตรวจสอบลิงก์ที่เชื่อมโยงให้มีคุณภาพ ไม่มีปัญหาความผิดพลาดหรือ Error การทำ SEO ให้แก่รูปภาพประกอบ ก็สามารถช่วยเสริมอันดับในการสืบค้นให้ดีขึ้นได้

การผลิตบทความที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องอัปเดตเป็นประจำทุกวันก็สำคัญ เพื่อให้ลูกค้าเกิดการจดจำและมีการเข้ามาชมสม่ำเสมอ ฯลฯ เหล่านี้ คือ เคล็ดลับการทำ SEO ที่ดี ซึ่งต้องอาศัยเวลา 3 ถึง 6 เดือน จึงเห็นผลอันดับดีขึ้นชัดเจน

SEM เทคนิคที่ต้องเรียนรู้

ส่วน SEM เป็นเทคนิคที่ย่อมาจาก search engine marketing เป็นการตลาดออนไลน์ที่ต้องมีการจ่ายเงินให้แก่ Google ในการประมูลพื้นที่ส่วนของ Sponsor และจะต้องมีการชำระให้แก่ทาง search engine เพิ่มเติม เมื่อมีผู้คลิกเข้ามาชมเป็นรายครั้ง แต่ก็นับว่าคุ้มค่า หากมีการซื้อขายสินค้าตามมา

SEM จึงเหมาะกับการเร่งกระตุ้นยอดขายในช่วงวันเทศกาล เช่น ปีใหม่สงกรานต์ คริสต์มาส หรือช่วงปลายเดือนที่ผู้คนส่วนใหญ่มีกำลังซื้อสินค้า เป็นช่วงเวลาที่กระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี

การทำ SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดที่ทุกธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตทำควบคู่กันได้ แต่แนะนำให้มีการวางแผนว่าจะต้องทำ SEM เสริมจาก SEO ในช่วงเวลาใดของเดือนหรือปี เพื่อให้ควบคุมรายจ่ายได้ดี และได้กำไรจากการขายคุ้มค่ามากที่สุด

เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้ที่ทำเว็บไซต์ออนไลน์เห็นถึงความแตกต่างและรับรู้ข้อจำกัดของ SEO และ SEM ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับจังหวะเวลาและงบประมาณต่อไป

มารู้จักเทคนิคการทำ SEO

SEO สิ่งที่ต้องตรวจสอบกับบริษัทรับทำ SEO ก่อนการจ้างงาน

การทำ SEO ตามระบบ Search Engine Organization ที่ Google กำหนด เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเว็บไซต์ออนไลน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจรายอื่น หากทำอันดับ SEO ได้สูง ก็จะมีลำดับในการสืบค้นหน้าต่างของ Google ที่ดีขึ้น มีความน่าเชื่อถือและเพิ่มยอดขายได้อย่างมาก

การจ้างงานบริษัทรับทำ SEO จำเป็นจะต้องเลือกบริษัทที่มีคุณภาพจากการตรวจตรวจสอบสิ่งต่อไปนี้

1. มีเลขที่จดทะเบียนการค้าที่ชัดเจน เพื่อลดโอกาสถูกมิจฉาชีพหลอกลวง และต้องมีสัญญาการจ้างงานอย่างเป็นกิจจะลักษณะ โดยทั่วไปการทำ SEO ต้องใช้ระยะเวลา 3-6 เดือนจึงจะเห็นผลการจ้างงาน ในระหว่างการทำ จึงต้องมีการระบุถึงการรายงานความเปลี่ยนแปลงเป็นระยะด้วย เพื่อไม่ให้เจ้าของเว็บไซต์เสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจไปกับบริษัทที่ไม่มีความรับผิดชอบ

2. การตรวจสอบความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการรายเก่า มักมีการรีวิวหรือแนะนำไว้ว่าบริษัททำ SEO ที่ใดบ้าง ที่สร้างผลงานน่าพึงพอใจทั้งใน Pantip หรือ Facebook หรือแม้แต่คนที่คุณรู้จักที่มีเว็บไซต์ออนไลน์ ก็สามารถที่จะสอบถาม เพื่อเสริมความมั่นใจได้ ทั้งนี้หากทางบริษัทมีการรับประกันผล ว่าจะทำให้เว็บไซต์ออนไลน์ของคุณขึ้นสู่อันดับที่ 1 ในการใช้ keyword หนึ่ง ๆ เสมอ ให้คำนึงเสมอว่าอาจถูกหลอกลวงหรือทำ SEO แบบผิด ๆ เพราะเป็นไปได้ยากในเมื่อระบบ algorithm ของ Google มีความซับซ้อนและมีการรายงานผลแบบ Real Time ซึ่งเว็บไซต์จำนวนมากก็มีทำการทำ SEO เช่นเดียวกัน การการันตีอันดับ 1 จึงมีความเสี่ยงสูงมากที่จะผิดหวังจากการกล่าวอ้างเกินความจริง

3. การลำดับในการทำ SEO แบบมืออาชีพ หากคุณศึกษาพื้นฐานในการทำ SEO มาบ้าง จะพบว่าต้องใส่ใจทั้ง on- Page SEO และ Off-Page SEO ซึ่งหลายคนมักเข้าใจว่าการเลือก keyword ที่ดีใน on-Page SEO จะทำให้อันดับดีขึ้นได้เป็นจุดแรก ที่จริงแล้วต้องเริ่มจากการปรับส่วนโครงสร้างของเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน มีการแยกสินค้าเป็นหมวดหมู่ และพัฒนาให้เว็บไซต์เหมาะกับการใช้ทางโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เปรียบได้กับร้านค้าที่ต้องมีการจัดตู้โต๊ะชั้นให้เป็นระเบียบก่อนการจัดวางสินค้า จะทำให้ระบบของ Google มาเก็บข้อมูลได้ง่ายผ่าน XML sitemap ที่เทียบเท่ากับสารบัญของหนังสือ

จะเห็นได้ว่า การเลือกบริษัททำ SEO จำเป็นต้อง พิจารณาจากหลายองค์ประกอบและหาข้อมูลหลาย ๆ บริษัทเปรียบเทียบกันถึงจุดดีและด้อย ที่สำคัญต้องเลือกบริษัทที่คิดค่าใช้จ่ายในเกณฑ์ที่เหมาะสมด้วย เนื่องจากการ จ้างทำ SEO จะเป็นต้นทุนทางธุรกิจในระยะยาว เพราะมีผลต่ออันดับของเว็บไซต์ในผลการค้นหา จึงต้องค่อย ๆ เลือกเฟ้นหาบริษัททำ SEO ที่มีจรรยาบรรณและมีความรู้ที่ถูกต้อง ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมของ Google

SEO สิ่งที่ต้องตรวจสอบกับบริษัทรับทำ SEO ก่อนการจ้างงาน