SEO ไม่ใช่แค่เขียนบทความ Backlink ยังสำคัญอันดับต้น

คนที่คุ้นเคยกับการทำ SEO ทราบดีว่าวิธีการจัดอันดับและแสดงผลการค้นหาเว็บไซต์ของ Google ปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพื่อให้การค้นหาตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุด จำเป็นต้องติดตามระบบการจัดอันดับเว็บไซต์หรือ Google Algorithm เพื่อคัดเลือกคีย์เวิร์ดที่คนค้นหามากที่สุดมาแทรกไว้ในบทความ เนื้อหาบทความทันสมัย น่าอ่านและมีประโยชน์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับที่ดีได้ ต้องอาศัยการปรับแต่งเว็บไซต์ด้านอื่น ๆ ด้วย Backlink ยังมีความจำเป็นอยู่แน่นอน

Backlink ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อกลยุทธ์การทำ SEO ไม่ใช่น้อย Backlink คือเว็บไซต์อื่นลิงก์มาที่เว็บไซต์ของเรา ต้องเป็นลิงก์ที่มีคุณภาพเท่านั้นที่จะแสดงว่าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพน่าเชื่อถือ ยิ่งมีลิงก์คุณภาพเข้ามาจำนวนมากและมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเราด้วย ยิ่งส่งผลดีมีโอกาสที่จะติดอันดับหน้าแรกได้ง่ายขึ้น

ข้อดีที่เห็นได้ชัดของ Backlink คือการที่เว็บไซต์มีลิงก์เข้ามาช่วยเพิ่มจำนวนผู้ชมที่ติดตามเว็บนั้นเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา การเพิ่ม Traffic จากเว็บไซต์เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์มีโอกาสเข้าไปอยู่ในหน้าแรกของ Google มากขึ้นเช่นกัน โดยปกติแล้วหลังจากเว็บไซต์สร้างหน้าใหม่ขึ้นมายังไม่เป็นที่รู้จักและการทำ SEO ด้วยการลิงก์กับเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง ทำให้ดัชนีของ Google พบหน้าใหม่ของเว็บไซต์เร็วขึ้น

Backlink แบ่งออกได้หลายประเภท สำหรับมือใหม่ในด้านกลยุทธ์ SEO ควรทำความเข้าใจ 2 ประเภทหลัก ดังนี้

  • Dofollow Link คือลิงก์จากเว็บไซต์คุณภาพสูงมีประโยชน์ต่อการทำ SEO เนื่องจากเว็บไซต์คุณภาพลิงก์เข้ามาหาเว็บไซต์ของเราย่อมสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้ใช้งานและส่งผลดีต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ด้วย
  • Nofollow Link คือลิงก์ที่ให้ประโยชน์ในด้านเพิ่มคะแนนความนิยม (Domain Authority) เป็นหลัก โดยคะแนนความนิยมมีตั้งแต่ 0-100 ถ้ามีเว็บลิงก์เข้ามาจำนวนมาก แม้จะไม่ใช่เว็บไซต์คุณภาพทั้งหมด ถือว่ายังมีประโยชน์ในด้านเพิ่มอันดับเว็บไซต์ให้ดีขึ้นได้ แม้ว่าจะไม่ได้คะแนนความน่าเชื่อถือและไม่มีพลังในการทำ SEO มากเท่ากับลิงก์แบบ Dofollow ก็ตาม เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ลิงก์แบบ Nofollow คล้ายกับยอดกดไลค์ กดแชร์ในเฟซบุ๊ก ทำให้มีคนเห็นเว็บไซต์มากขึ้นและคลิกเข้ามาเว็บไซต์มากขึ้นในอนาคต เท่ากับว่ามีลูกค้าในอนาคตเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มยอดผู้เข้าชมในทางอ้อมซึ่งมีประโยชน์ช่วยให้อันดับเว็บไซต์ดีขึ้นอีกด้วย

การปรับเปลี่ยนวิธีการจัดอันดับเว็บไซต์ล่าสุด Google ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Backlink มากนัก ถึงแม้จะมีเว็บไซต์จำนวนมากลิงก์เข้ามาแต่ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าเนื้อหาของเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพและน่าเชื่อถือ วิธีการสร้าง Backlink ที่ดีคือการแชร์ในสื่อโซเชียลของตัวเอง Facebook , Twitter , Youtube ซึ่งจะเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเสี่ยงลิงก์เว็บที่เว็บไม่ดีที่เสี่ยงจะถูก Google แบนได้

สรุปว่า กลยุทธ์การทำ SEO ด้วย Backlink จึงต้องมีความเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเท่านั้นยังไม่พอ ต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับอย่างเป็นธรรมชาติด้วย จึงจะเป็นลิงก์ที่น่าเชื่อถือและทำให้การติดอันดับใน Google ดีขึ้นได้

มือใหม่เรียนรู้กลยุทธ์ SEO เริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ดก่อน

คีย์เวิร์ดที่ใช้ในการค้นหาถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการทำ SEO โดยทุกบทความจะต้องมีคีย์เวิร์ด ธุรกิจที่มีเว็บไซต์ของตัวเองควรวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมกับสินค้าหรือแบรนด์ของตนเองแล้ว ส่วนเรื่องที่จะต้องนำไปใส่ตรงส่วนไหนของเว็บไซต์บ้าง เรามีคำตอบมาให้แล้ว ติดตามกันได้เลย

การทำ SEO เป็นกลยุทธ์การตลาดที่มีบทบาทสำคัญทำให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นติดหน้าแรกของผลการค้นหาใน Google สำหรับมือใหม่ที่กำลังเรียนรู้เทคนิคการทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับแรก ๆ ควรเรียนรู้เรื่องคีย์เวิร์ดก่อน เพราะถ้าเลือกคีย์เวิร์ดได้ดี จะไม่เพียงทำให้ลูกค้าค้นหาเจอเว็บไซต์ของคุณก่อนคู่แข่งเท่านั้น แต่ยังช่วยตอบโจทย์ความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดด้วย

คีย์เวิร์ดควรใส่ตรงตำแหน่งไหนบ้าง

  • ในคอนเทนต์หรือบทความ การใส่คีย์เวิร์ดในบทความจะมีคำเดียวก็ได้ หรือหลายคำแบ่งเป็นคีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรอง สิ่งสำคัญคือการเลือกคีย์เวิร์ดทั้งแบบสั้นและแบบยาวเพื่อให้ครอบคลุมคำที่คนใช้ค้นหา มือใหม่ควรเลือกใช้คีย์เวิร์ดยาวที่ประกอบด้วยหลายคำ เช่น “เสื้อผ้า ผู้ชาย ฟรีไซส์ ประตูน้ำ ราคาถูก” เพื่อตีกรอบสิ่งที่ต้องการให้แคบลง ทำให้การแสดงผลน้อยลงและเข้าถึงสิ่งที่สนใจได้ตรงจุดที่สุด
  • ในชื่อหัวเรื่องและหัวข้อย่อย เป็นส่วนหนึ่งในบทความที่จะทำให้คีย์เวิร์ดนั้นเด่นขึ้น ช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงและมีโอกาสทำให้หน้าเว็บติดอันดับมากขึ้น
  • ในชื่อ URL โดยใส่คีย์เวิร์ดหลักอยู่ในชื่อ URL ด้วย เพื่อให้เชื่อมโยงกับคอนเทนต์ และช่วยให้บทความเข้าตาและติดอันดับที่ดีขึ้นเช่นกัน
  • ในหน้า Landing Page คือหน้าเว็บไซต์ที่คนคลิกเข้ามาเห็นเป็นหน้าแรกของแต่ละเว็บ แสดงภาพรวมให้เห็นว่าเป้าหมายของเว็บไซต์นั้นคืออะไร จากนั้นจึงตัดสินใจเลือกกดเข้าดูหน้าอื่น ๆ ต่อไป โดยปกติคนที่ค้นหาสินค้าจะใส่คีย์เวิร์ดค้นหาซึ่งการแสดงผลจะลิงก์เข้าไปในหน้าสินค้าโดยตรง ผู้ที่สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจึงจะเข้าหน้า Landing Page เพื่อทำความรู้จักเว็บไซต์เพิ่มเติมนั่นเอง โดยมากในหน้านั้นจะมีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่จำหน่ายและแคมเปญการตลาด เป็นต้น

สำหรับคนที่ยังไม่รู้วิธีเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมกับธุรกิจ ลองพิจารณาจากเว็บไซต์ของคู่แข่ง สินค้าที่อยู่ในตลาดเดียวกันสามารถใช้คีย์เวิร์ดร่วมกันได้ เว็บไซต์ชั้นนำมักจะทำ SEO โดยผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลมาอย่างดีด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ เพิ่มโอกาสให้คนค้นเจอบทความในเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น หรือใช้ Google Keyword Planner เพื่อดูปริมาณการค้นหาคีย์เวิร์ดซึ่งตอบโจทย์ลูกค้าเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

หากคุณเป็นมือใหม่กำลังหัดเขียนบทความให้เอื้อต่อ SEO เมื่ออ่านจบและลองทำตามวิธีการข้างต้น ใส่คีย์เวิร์ดที่ตรงกับตำแหน่งต่าง ๆ ช่วยให้คนมองเห็นบทความและทำให้เว็บไซต์ไต่อันดับไปอยู่หน้าแรก ๆ ของ Google ซึ่งจะเพิ่มโอกาสปิดการขายก่อนเว็บไซต์คู่แข่ง

เขียน SEO 2022 ให้ถูกใจ Google ด้วยเทคนิค E-A-T

ปัจจุบัน Google มีการพัฒนาระบบ Ai สำหรับ Search Engine เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายและมีอัลกอริทึ่มที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น หากคุณต้องการเขียน SEO ให้ถูกใจ Google จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อองเรียนรู้กับเทคนิคดังต่อไปนี้

E : EXPERTISE

หากแปลตามความหมาย คือ การมีความรู้ ทักษะเฉพาะทางด้านใดด้านหนึ่ง หรือ เป็นคนที่มีความรู้ในสิ่ง ๆ นั้นแบบยอดเยี่ยม สามารถที่อธิบาย ถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุคคลอื่นได้เข้าใจได้ ซึ่งความหมายของ E ดังกล่าวเมื่อนำมาทำคอนเทนต์ ก็ควรที่จะเป็นเรื่องที่ผู้นำเสนอนั้นรู้ลึก รู้จริงและมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะถ่ายทอดความรู้นั้นให้ผู้อ่านหรือผู้ติดตามได้เรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่ผู้นำเสนออธิบายได้และที่สำคัญมีประโยชน์ต่อผู้อ่านด้วย ดังนั้นในการใช้ Key Word อาจไม่ใช่เพียงแค่ Key ปกติที่ใช้ในวงการนั้น ๆ แต่อาจหมายถึง Key เฉพาะหรือ Key ที่เป็นประโยคยาว ๆ ก็เป็นได้

A : AUTHORITY

ความหมายคือ อำนาจ หรือผู้มีอำนาจ หากแต่ในความหมายของทาง Google น่าจะหมายถึง เจ้าของหรือการอ้างอิงถึงเจ้าของตัวจริง มันก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบเว็บ หากเราเป็นสายเทาทำเว็บ ข่าวบอล วิเคราะห์บอล ก็อาจยาก แต่สำหรับงานสายขาวควรทำเอาไว้ ซึ่งปัจจุบันงานเขียนต่าง ๆ บนเว็บไซต์ต่างมีเนื้อหาจำนวนมาก การที่เป็นนักเขียนในระดับผู้เชี่ยวชาญให้ผู้อื่นอ้างอิงถึงได้นั้น ถือว่ามีคุณค่าต่อบทความของคุณเป็นอย่างมาก แม้แต่การแชร์บทความก็ถือเป็น AUTHORITY ด้วยเหมือนกัน ซึ่ง Google จะใช้ข้อมูลดังกล่าวในการพิจารณาเพื่อจัดอันดับของเว็บไซต์ของคุณให้ดีขึ้น

T : TRUSTWORTHINESS

ความหมายคือ ความหน้าเชื่อถือ นั่นหมายความว่านอกจากบทความหรือคอนเทนต์ที่คุณนำมาเสนอให้ผู้คนที่เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้อ่านจะให้ความรู้ที่ดี มีแหล่งอ้างอิงที่แน่ชัดแล้ว ยังต้องมีความน่าเชื่อถือด้วย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อเว็บไซต์มาก เพราะสามารถที่จะช่วยดันอันดับเว็บไซต์ของคุณให้ขึ้นสู่ลำดับสูง ๆ ได้ เพราะถือว่าเป็นบทความที่มีคุณภาพ ไม่ได้มาจากการ copy ยิ่งถ้าบทความของคุณได้รับการแนะนำผ่านเว็บอื่น ๆ เช่น Facebook, Tripadvisor ยิ่งทำให้น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น สิ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือประกอบไปด้วย

  • มีตัวตนจริง มีหน้าร้านที่สามารถ walk in เข้าไปได้
  • มีเบอร์โทร ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร กับคุณโดยตรง
  • มีข้อกำหนดในเรื่องของความปลอดภัยและการรักษาความลับของลูกค้า
  • หากเป็นเว็บขายสินค้า ต้องมีการับประกัน, การเคลมสินค้าหรือการคืนเงินให้แก่ลูกค้า ตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • มีวัตถุประสงค์ของการทำเว็บและเงื่อนไขที่ชัดเจน

สำหรับการทำ SEO ให้ติดอันดับต้น ๆ ของการค้นหาของ Google ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าของเว็บหรือคนทำเว็บจะต้องเอาใจใส่ข้อกำหนด ระเบียบต่าง ๆ ของ google เพื่อปรับปรุง เนื้อหา แก้ไข เปลี่ยนแปลงเพื่อให้เว็บไซต์ของตนเองสามารถติดอันดับหน้าค้นหาและสามารถไต่อันดับที่สูงกว่าได้และที่สำคัญเว็บไซต์ต้องมีคุณภาพและประสิทธิภาพในการเผยแพร่ข้อมูลและให้ความรู้แก่ผู้อ่านอย่างแท้จริง

เทคนิค (ลับ) โพสต์คอนเทนต์อย่างยั่งยืนด้วย Content Planner

Content คือ ปัจจัยสำคัญในการทำ Social Media Marketing (SMM) หรือกลยุทธ์การตลาดบนโซเชียลมีเดีย เพราะคอนเทนต์คือหัวใจสำคัญในการขยายโอกาสทางธุรกิจ เช่น ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเว็บไซต์, ลดค่าใช้จ่ายการทำโฆษณาและสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจได้โดยตรง เป็นต้น 

Content Planner (การบริหารจัดการเนื้อหา) คือ แผนการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ เพื่อกระตุ้นการเข้าถึงเว็บไซต์หรือช่องทางการติดต่อ สร้างการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายและช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ แม้ว่าจุดประสงค์ในการทำ Content Planner จะมีความคล้ายคลึงกับการทำ Content Strategy (กลยุทธ์ในการสร้างสรรค์เนื้อหา) แต่มีความแตกต่างกันตรงที่การจัดลำดับความสำคัญ โดยเราจะสามารถทำ Content Planner ได้ต่อเมื่อมีการวางกลยุทธ์การทำเนื้อหาให้มีความชัดเจนก่อน 

6 ขั้นตอนในการทำ Content Planner สร้างสรรค์คอนเทนต์อย่างยั่งยืน มีดังนี้

  1. วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายของตัวเอง เพื่อให้การทำคอนเทนต์ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจ ผู้ทำคอนเทนต์จึงควรรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับลูกค้าของตัวเองให้ได้มากที่สุด เพื่อนำมาวิเคราะห์เนื้อหาที่คิดว่ากลุ่มเป้าหมายน่าจะให้ความสนใจ
  2. ช่องทางเผยแพร่คอนเทนต์ การวิเคราะห์ช่องทางที่จะเผยแพร่คอนเทนต์จะช่วยให้ผู้ทำคอนเทนต์ทราบถึงการเลือกใช้รูปแบบคอนเทนต์ให้เหมาะช่องทางที่จะเผยแพร่ ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้เราไม่จำเป็นที่จะต้องทำการเผยแพร่คอนเทนต์ไปยังทุกแพลตฟอร์มหากเราทำการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายมาเป็นอย่างดี 
  3. สร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย การสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณภาพไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่ยังต้องเป็นคอนเทนต์ที่เกิดประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยวิธีลัดที่จะช่วยให้เรารู้ว่ากลุ่มเป้าหมายกำลังมีปัญหาอะไรสามารถทำได้ด้วยการนำ “คำค้นหาหลัก (Keyword)” ไปค้นหาบน Keyword Research Tools และดูว่ามีคำถามอะไรที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบน Search Engine บ้าง
  4. หาจุดเด่นในธุรกิจของตัวเองให้เจอ ตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ว่าทำไมธุรกิจของเราจึงพิศษและแตกต่างจากธุรกิจประเภทเดียวกัน รวมถึงบอกให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายทราบถึงสิ่งดี ๆ ที่จะได้รับจากธุรกิจของคุณเท่านั้น
  5. รูปแบบคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายชอบ ในปัจจุบันมีรูปแบบของเนื้อหาให้เลือกมากมาย บทความ, อีเมล, ภาพนิ่ง หรือวิดิโอ เป็นต้น วิธีการง่ายที่สุดในการวิเคราะห์รูปแบบเนื้อหาที่กลุ่มเป้าหมายชอบ คือ การสังเกตว่ากลุ่มเป้าหมายนิยมเนื้อหารูปแบบไหนมากที่สุดและเลือกทำรูปแบบเนื้อหานั้นซ้ำเพื่อเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
  6. โพสต์คอนเทนต์ลงไป เมื่อทำการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย ช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายใช้ในการหาข้อมูลและทราบถึงวิธีการสร้างสรรค์เนื้อหา รวมถึงรูปแบบคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายชื่นชอบก็ถึงเวลาที่จะเผยแพร่คอนเทนต์ไปยังช่องทางที่ทำการศึกษามาเป็นอย่างดี

การเสียเวลาในการทำ Content Planner ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดเวลาในการสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีคุณภาพและตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย แต่ยังเป็นแนวทางขยายโอกาสทางธุรกิจบนโลกออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ

ความแตกต่างระหว่าง SEO, SEM และ SMM

พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบต่างๆ ทำให้บางธุรกิจอยู่ได้ และบางธุรกิจอยู่ไม่ได้ และนั้นอาจเป็นสิ่งที่เราต้องคิด เพื่อเอากลับมามองตัวเอง คิดหาแนวทางให้ตนเองก้าวทันกับการแข่งขันในตลาดออนไลน์และแสดงตัวตนออกมาให้ผู้คนรับรู้ ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ลูกค้าหรือผู้คนที่สนใจจะมีส่วนร่วมไปกับเราทางออนไลน์อย่างไม่เคยทราบมาก่อน เรามาทำความรู้จักคำเหล่านี้ก่อน Search Engine Optimization, Search Engine Marketing และสุดท้าย Social Media Marketing สิ่งเหล่านี้จะทำให้ธุรกิจของเราโตขึ้น ถ้าเราใช้งานได้ถูกวิธีและถูกเวลา ดังนั้นแล้วเรามารู้จักกับความแตกต่างระหว่าง SEO, SEM และ SMM ว่าคืออะไร เกี่ยวข้องกับการตลาดออนไลน์ยังไง

SEO (Seach Engine Optimization) : อีกแนวทางที่ดีที่สุด เป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจ ทำให้เว็บไซต์และธุรกิจของเรามีตัวตน และอยู่ในอันดับต้นๆของการมองเห็น ผู้คนสามารถค้นพบผ่านเครื่องมือค้นหา Google, Yahoo และ Bing เทคนิคเหล่านี้ยังทำให้ Search Engine Result Page “SERP” ปรับปรุงดีขึ้นอีกด้วย โดย “SERP” มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท ได้แก่ Seo On Page และ Seo Off Page รวมถึงหลักการทุกอย่างถูกต้องตามหน้าเว็บเพจทั้ง Tag, Title, โครงสร้าง URL, แท็ก Alt บนรูปภาพ ให้ลองนึกถึงการค้นหาบนหน้า Google เมื่อใส่คำที่ต้องการค้นหาอาจไม่สามารถแสดงผลอย่างตรงไปตรงมาได้ทั้งหมด มีการแสดงคำที่คล้าย หรือใกล้เคียงขึ้นมาด้วย เพราะฉะนั้นการทำ SEO ให้ถูกหลัก ต้องแน่ใจว่ามีการกำหนดคำค้นหาที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของเราและตรงกับคำค้นหา เพื่อที่จะให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า อาทิเช่น วานคีย์เวิร์ดคำว่า “ทีเด็ดบอล” พอลูกค้าค้นหาก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะพบเจอหน้าเว็บไซต์ทีเด็ดบอลเต็งของเราที่ทำอันดับจนติดหน้า 1 ทาง Google

SEM (Seach Engine Marketing) : บางทีเครื่องมือในการทำการตลาดออนไลน์ ทำให้เว็บเพจของเรามีผู้คนเห็นเป็นจำนวนมากหรือเพิ่มปริมาณการเข้ารับชม แต่อาจจะต้องมีตัวช่วยด้วยการโฆษณาหรือการทำตลาดออนไลน์ที่มีค่าใช้จ่าย หรือที่รู้จักกันดี ว่าการจ่ายเงินให้กับทาง Google เพื่อทำ Google Adwords ให้เว็บแสดงเป็นอันดับแรก ๆ จะได้มีผู้คนเข้ามารับชมข้อมูลบนเว็บไซต์ของเราก่อนใครๆ หากต้องการทำ Google Adwords แล้วก็ เราต้องเข้าใจคำว่า Pay Per Click หรือ “PPC” ก่อน เพราะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการทำโฆษณาออนไลน์

SMM (Social Media Marketing) : และแล้วก็ถึงคิวของ SMM เรารู้อยู่แล้วว่า Seo ดีต่อการมีตัวตนบนโลกออนไลน์มากแค่ไหน ถึงแม้ว่าต้องใช้เวลา แต่ก็คุ้มค่ากับการรอคอยสุดๆ ส่วน SEM นั้นไม่ต้องกังวล หากเราคำนวณค่าใช้จ่ายดีแล้วก็คุ้มค่าเช่นกัน ส่วนการตลาดออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับ SMM คือเวลาที่เราอยากให้คนอื่นเข้ามาอ่าน Content ของเรา เราต้องอาศัย Social Media ต่างๆนำพาเข้ามา โดยใช้ลิงก์จาก Facebook, Twitter หรือ YouTube ฉะนั้นเป้าหมายของ SMM ก็คือการขับเคลื่อนการเข้าชมไปยังเว็บไซต์หน้า Landing Page ของเรา เพื่อให้ผู้คนที่สนใจมีส่วนร่วมกับไปกับเรา ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับ ROI (Return on Investment) ที่สามารถติดตามผลได้ในช่วงทางต่างๆ ทั้ง Facebook, Twitter, LinkedIn, YouTube, Google+, Instagram, Snapchat ซึ่งคล้ายๆ กับการทำ Seo on Page

SEM ต่างกับ SEO อย่างไร

ช่องทางที่ภาคธุรกิจจะเข้าถึงลูกค้าหรือผู้บริโภคได้ตรงเป้าหมายอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน การเปิดเว็บไซต์คือความจำเป็นลำดับต้น ๆ ที่สมควรทำ แต่ลำพังเพียงการเปิดเว็บไซต์ก็ยังถือว่าไม่เพียงพอ เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ว่าธุรกิจไหน ๆ ก็มีเว็บไซต์กันทั้งนั้น

เมื่อมีเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางธุรกิจแล้ว การจะทำให้เว็บไซต์ธุรกิจของเราไปปรากฏในสายตาของกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการได้ ก็จำเป็นต้องให้เว็บไซต์ของเราไปแสดงบนหน้าแรกของการค้นหาใน google search ให้ได้เร็วที่สุด ดังนั้นการทำการตลาดผ่านเครื่องมือนี้จึงเป็นสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำเช่นเดียวกัน

วิธีการที่จะทำให้เว็บไซต์ไปแสดงผลบนหน้าแรกของ google มีอยู่ด้วยกันสองวิธีหลัก ๆ ก็คือ การทำ SEO กับการทำ SEM

หลักการของ SEO

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ก็คือการสร้างทราฟฟิกให้เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ผ่านการพัฒนาคอนเทนต์และรูปแบบการนำเสนอให้ได้รับการจัดอันดับจากระบบของ google จนได้รับการแสดงผลบนหน้าแรก ๆ ทั้งนี้การทำ SEO จะไม่มีการซื้อโฆษณากับทาง google โดยตรง ค่าใช้จ่ายของการทำ SEO จะเกิดขึ้นจากการจ้างผู้เชี่ยวชาญช่วยในเรื่องการออกแบบหรือสร้างคอนเทนต์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดเท่านั้น

หลักการของ SEM

สำหรับการทำ SEM หรือ Search Engine Marketing ก็คือการทำการตลาดผ่านเว็บไซต์เพื่อให้เกิดการจัดอันดับเว็บไซต์เป้าหมายไปสู่อันดับต้น ๆ ในหน้าแรกของ google เช่นเดียวกับการทำ SEO จะแตกต่างกันก็ตรงที่การทำ SEM เป็นการทำการตลาดโดยการซื้อโฆษณากับ google โดยตรง ซึ่งเป็นการการันตีได้ว่าเว็บไซต์ของคุณจะถูกแสดงในหน้าแรกตามที่ต้องการอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ การทำ SEO และการทำ SEO มีเป้าหมายสุดท้ายเดียวกัน คือ การทำให้เว็บไซต์ถูกแสดงผลในหน้าแรกบน google แตกต่างกันก็ตรงที่จ่ายเงินให้ google เพื่อซื้อโฆษณากับไม่จ่ายเงินเท่านั้นเอง

เราลองมาดูข้อดี ข้อด้อยของการทำ SEO กับการทำ SEM กันบ้าง

ข้อดีของการทำ SEO 

1. ไม่ต้องเสียเงินซื้อโฆษณา 

2. ผลลัพธ์ที่ได้เหมือนกันหากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อด้อยของการทำ SEO

1. ต้องใช้ระยะเวลาและความต่อเนื่องในการทำงาน จึงจะเห็นผลตามที่ต้องการ

2. ไม่การันตีว่าเว็บไซต์จะติดหน้าแรกแน่นอน

ข้อดีของการทำ SEM

1. การันตีว่าเว็บไซต์ของคุณจะติดหน้าแรกของการค้นหาอย่างแน่นอน

2. ได้ผลลัพธ์กลับมาอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์การแข่งขันทางธุรกิจ

ข้อด้อยของการทำ SEM

1. ใช้งบประมาณสูงเมื่อเทียบกับการทำการตลาดผ่าน SEO 

2. การได้รับการแสดงผลการค้นหาในหน้าแรก ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการตอบสนองจากกลุ่มเป้าหมาย 100%

ทั้งการทำ SEO และการทำ SEM ล้วนส่งผลดีต่อการทำธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งคู่ ดังนั้นธุรกิจที่มีเว็บไซต์จึงควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการตลาดในสภาพการแข่งขันที่มีสูงมากอย่างในปัจจุบัน

ทำ SEO แล้ว ทำไมยอดขายไม่เพิ่ม

ร้านค้าและธุรกิจมากมายหลายประเภทเข้าสู่โลกออนไลน์กันทั้งนั้น ในยุคนี้ทำการตลาดออนไลน์มีการแข่งขันกันสูง แต่ก็มีทางเลือกให้ทำได้ในหลายรูปแบบทั้งด้วยวิธีธรรมชาติ (Organic Marketing) และแบบเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและรวดเร็วกว่า

สำหรับเว็บไซต์ของธุรกิจที่ใช้วิธี SEO (Search Engine Optimization) คือ การปรับปรุง พัฒนาเว็บไซต์ให้ถูกใจระบบ Search Engine โดยเฉพาะ Google ที่คนนิยมใช้มาก เพื่อที่จะได้ขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ ในหน้าแรกของการค้นหาด้วย Keyword เพราะนั่นเท่ากับว่าเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงลูกค้า และเป็นไปได้สูงที่ยอดขายจะเพิ่มขึ้น แต่หลายธุรกิจที่พยายามดันเว็บไซต์ของตัวเองให้ขึ้นไปอยู่หน้าแรกอันดับบน ๆ ให้คนได้เห็นก่อน แต่กลับไม่ช่วยเพิ่มยอดขายอย่างที่ตั้งใจไว้ ซึ่งอาจจะมีปัจจัยพื้นฐานที่น่าสนใจพวกนี้

หน้าตา รูปแบบ โครงสร้าง ของเว็บไซต์มีความน่าสนใจ ดึงดูด ให้ผู้เข้าชมอยู่กับเว็บไซต์เราได้นานหรือเปล่า การค้นหาหรือใช้งานภายในเว็บไซต์ยุ่งยากเกินไปจนทำให้หงุดหงิดไหม เพราะนี่ถือเป็น First Impression ในการเข้าถึงเว็บไซต์ธุรกิจเลยทีเดียว การใช้สี รูปแบบตัวอักษร การวางโครงสร้างให้ดูง่าย สบายตาก็เป็นส่วนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

นอกจากนี้ ด้านตัวสินค้าและบริการเองก็ต้องมีความน่าเชื่อถือ เพราะในโลกออนไลน์ลูกค้าจะได้แค่เห็นควบคู่กับการได้ยินไม่สามารถสัมผัสหรือหยิบจับได้ เพราะฉะนั้นทางเลือกที่ดีของเว็บไซต์คือใช้รูปและวิดีโอเข้ามาช่วยในการสื่อสารระหว่างธุรกิจกับลูกค้า ที่สำคัญต้องออกแบบให้มีพลังของคอนเทนต์เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ถ้าเว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือก็มีโอกาสที่คนจะนำไปใช้อ้างอิงและใส่ลิงก์เว็บไซต์เราไปในที่ต่าง ๆ ถือเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ธุรกิจให้เราอีกช่องทางด้วย

ด้านภาษาที่ใช้ ก็ต้องเหมาะกับกลุ่มลูกค้า ภาษานอกจากมีหลายระดับ แล้วยังมีหลาย Generation อีกด้วย เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจว่าจะทำเว็บไซต์ใด ๆ ต้องเลือกภาษาให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าในสินค้าและบริการของเรา เพื่อง่ายต่อการตัดสินใจซื้อ

ความเร็วและเสถียรของการเปิดหน้าเว็บไซต์ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ๆ จนได้รับการมองข้าม ถึงแม้เว็บไซต์เราจะอยู่ให้ลูกค้าเห็นก่อนเป็นอันดับแรก ๆ ก็จริง แต่ถ้าลูกค้าเลือกเข้าไปแล้วนานกว่าจะโหลดเปิดหน้าเว็บไซต์ขึ้นมาได้ โอกาสที่จะเปลี่ยนใจไปสู่เว็บไซต์อื่นเป็นไปได้สูง เท่ากับเว็บไซต์เราได้เสียโอกาสทางธุรกิจไปอย่างน่าเสียดาย

การแข่งขันที่เข้มข้นและรวดเร็วบนโลกตลาดออนไลน์ทำให้ทุกธุรกิจต้องพร้อมปรับตัว เปลี่ยนแปลง และพัฒนาตลอดเวลาเพื่อให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ชอบความสะดวก สบาย และรวดเร็ว พร้อมจ่ายถ้าถูกใจ ถึงแม้จะทำการตลาดแบบ SEO ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายกับการทำโฆษณาตรงนี้ แต่ตัวเว็บไซต์ต้องมีการลงทุนด้านต่าง ๆ โดยไม่ละเลยเรื่องรายละเอียดเพื่อคุณภาพที่ดี สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าทั้งเก่า-ใหม่ ให้กลายเป็นลูกค้าประจำได้

เราจะทำบทความ SEO ด้วยตัวเองหรือจ้างดีกว่ากัน

บทความ SEO เป็นหัวใจสำคัญของการทำเว็บไซต์ที่ดึงดูดใจผู้อ่านหรือลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาในเว็บไซต์ซ้ำอีก เพื่ออ่านสาระเพิ่มพูนความรู้หรืออ่านรีวิวประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าบางอย่าง หากจะถามว่าในฐานะเจ้าของเว็บไซต์ เราควรเขียนบทความ SEO เองหรือจ้างคนเขียนดีกว่ากัน มีประเด็นต่าง ๆ ที่ควรคำนึงถึง ดังนี้

  1. ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่จะเขียน
    หากคุณเป็นนักธุรกิจที่เริ่มต้นจากศูนย์แล้วค่อย ๆ ก่อร่างสร้างตัวเป็นธุรกิจของตัวเองหรือผลิตสินค้านั้นด้วยตัวเองแทบทุกขั้นตอน คุณย่อมรู้ดีถึงข้อมูลสินค้าตั้งแต่วัตถุดิบกระบวนการผลิต การบรรจุ การจัดส่ง ฯลฯ อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเขียนบทความชนิดรู้ลึกรู้จริงดึงดูดใจคนอ่าน กรณีนี้เราสนับสนุนให้คุณเขียนด้วยตัวเอง แต่หากคุณไม่มีความรู้ในตัวสินค้า หรือ ถ่ายทอดความรู้ไม่เก่ง ก็สามารถนำข้อมูลที่คุณมีอยู่ ส่งต่อให้นักเขียนมืออาชีพเขียนเป็นบทความ SEO ก็ได้
  2. งบประมาณที่มี
    บทความ SEO เป็นสิ่งที่ต้องทำทุกวัน เพื่ออัปเดตเรื่องราวใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเพจใน Facebook ที่ต้องมีการนำเสนอความแปลกใหม่ เพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างสม่ำเสมอ หากคุณเขียนบทความเองได้ จะประหยัดค่าจ้างเขียนเดือนละหมื่นกว่าบาทได้ แต่หากต้องการเอาเวลาที่มีอยู่ไปใส่ใจในเรื่องการบริหารและคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ก็ควรยกหน้าที่นี้ให้นักเขียนที่มีความสามารถแทน
  3. ความเข้าใจหลักการ SEO
    SEO เป็นหลักการที่ทั้ง Facebook, Google และ Youtube มีแบบแผนของตัวเองที่คุณจำเป็นต้องเรียนรู้และหมั่นฝึกฝน มีการวิเคราะห์พัฒนาการของการทำ SEO ด้วยสถิติเพื่อปรับปรุงอยู่เสมอ หากคุณสามารถทำได้เองก็ลงมือเลย แต่หากไม่ถนัด เราแนะนำให้จ้างบริษัทรับทำ SEO ซึ่งมีนักเขียนที่มีความชำนาญอยู่ในทีมดีกว่า
  4. การเขียนบทความเฉพาะวัตถุประสงค์
    บทความ SEO ที่ใช้เพื่อการโปรโมทสินค้าหรือรีวิวกระตุ้นยอดขายเฉพาะช่วงเวลาสั้น ๆ จำเป็นต้องใช้เทคนิคดึงดูดคนอ่านหรือมีแคปชั่นบางอย่างที่ต้องใช้สถิติวิเคราะห์ หากเจ้าของเว็บไซต์มีทักษะในการเขียนที่ดีอยู่แล้ว ก็สามารถทำได้เองทันที แต่หากคุณต้องการจ้างนักเขียนมืออาชีพก็ได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องจัดสรรงบประมาณเอาไว้เพื่อการนี้ ซึ่งจะมีค่าจ้างสูงกว่าการทำด้วยตนเอง

การจะจ้างเขียนบทความ SEO หรือการทำด้วยตัวเองนั้น คงไม่มีใครบอกได้ว่าควรทำแบบไหน หรืออาจจะทำแบบผสมผสาน คือ บางบทคุณเขียนเอง บางบทก็จ้างนักเขียนมืออาชีพ ทั้งหมดนี้ต้องมาจากการประเมินและวิเคราะห์ว่าคุณมีความถนัดหรือไม่ ประหยัดเวลาด้วยการจ้างนักเขียนจะดีกว่าไหม ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายแค่ไหน ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบใด หากงานเขียนบทความ SEO มีคุณภาพ ก็ย่อมทำให้เว็บไซต์ของคุณมีโอกาสประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

แนะ 3 วิธีทำการตลาดบน Social Media เอาใจวัย Gen Z

“เงินอยู่บนฟ้า สินค้าอยู่บนมือถือ” เป็นคำกล่าวที่คงไม่เกินไปจากความเป็นจริงในโลกแห่งสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย เมื่อความจริงเป็นเช่นนั้น นักธุรกิจและนักการตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่จึงมุ่งไปที่แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนเพื่อเสริมกลุทธ์การทำการตลาดในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ โดยบรรดาบริษัทฯ เจ้าของแบรนด์และเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ทำการศึกษาและเข้าใจในพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มต่าง ๆ เพื่อนำมาวางกลยุทธ์ด้านการตลาดให้ดำเนินไปอย่างสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ โดยเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายในวัย Gen Z ที่มีอายุระหว่าง 9-24 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่เกิดระหว่างปี 2540-2555 และเป็นเจเนอเรชั่นที่ทรงอิทธิพลและมีบทบาทต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยและทั่วโลกในอนาคต ดังนั้นเราจึงมีวิธีการทำการตลาดบน Social Media เพื่อเอาใจวัย Gen Z มาฝากให้เป็นไอเดียกันถึง 3 วิธี ดังต่อไปนี้

1.สร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพเพื่อเป็นแรงจูงใจโดยศึกษาจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น เมื่อเราพบข้อมูลสถิติว่า วัย Gen Z พิจารณาเลือกซื้อสินค้าโดยเลือกจากฟังก์ชันการใช้งานมากกว่า ความคุ้มค่า หรือเหตุผลอื่นใด ยิ่งไปกว่านั้นคนในวัยนี้ จำนวนกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ยังเต็มใจจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อสินค้าในแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ที่มีคอนเทนต์หรือกิจกรรมเพื่อช่วยรณรงค์แก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม

2.สร้างตัวตนที่ชัดเจนและน่าสนใจผ่านแบรนด์สินค้าและบริการ เพราะคนเรามักชอบเรื่องเล่าที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนและสอดคล้องกับ Customer Experience ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ผู้บริโภค หรือกลุ่มลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าตามความต้องการมากกว่าความจำเป็นนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความน่าเชื่อถือที่จะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น ในกรณีของผู้ค้าบนเฟซบุ๊ก การมีแค่หน้าเพจยังไม่พอ ผู้ประกอบการต้องมีการยืนยันเพจด้วย ประสิทธิ์ อธิบายว่าการยืนยันเพจจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ มีปฏิสัมพันธ์กับเรามากขึ้น และยังช่วยในการดึงลูกค้าที่หลงไปกับเพจปลอมต่างๆ ให้กลับมา

วิธีที่ 3 การเลือกใช้แพลทฟอร์ม ที่มีประสิทธิ์ หากพิจารณาจากเป้าหมายการใช้เวลากับโซเชียลมีเดียของกลุ่มGen Z แล้วจะเข้าใจวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น การเล่นเฟซบุ๊กก็เพื่อรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เล่นอินสตาแกรมสำหรับแชร์เรื่องราวที่สนใจในชีวิตประจำวัน และติดตามเทรนด์ที่น่าสนใจในโลกโซเชียล เล่นทวิตเตอร์เพื่อแสดงความคิดเห็น และเล่น Tiktok ในการผ่อนคลายและค้นหาแรงบันดาลใจ เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องเลือกใช้เฟซบุ๊ก เป็นแพลทฟอร์มหลักในการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้คอนเท้นต์และแผนกลยุทธ์เหล่านั้น ถูกส่งต่อจากลูกค้า กระจายไปยังกลุ่มเพื่อนและคนรอบข้างในเพจเฟซบุ๊กของกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มลูกค้าได้อย่างรวดเร็วฉับไว และที่สำคัญยังช่วยขยายฐานข้อมูลผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ให้เพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวางและทวีคูณภายในเวลาจำกัด อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากที่สุดด้วย

SEO ช่วยเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจของคุณได้อย่างไร อยากรู้ต้องอ่าน!

สำหรับเจ้าของธุรกิจ แน่นอนว่าความต้องการอย่างหนึ่งที่เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประเภทใดก็ตาม นั่นคือทำให้มีคนรู้จักธุรกิจของเรามากขึ้น เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่จะได้ลูกค้ามากขึ้น หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมก็คือการลงโฆษณา แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง วิธีหนึ่งซึ่งได้ผลมากและอาจดีกว่าการลงโฆษณา คือการทำ SEO

แล้ววิธีนี้คืออะไร เพิ่มยอดขายได้อย่างไร เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กัน

การทำ SEO คือการทำให้เว็บไซต์มาปรากฏอยู่บนหน้าแรกของผลการค้นหาใน Google นั่นแสดงว่าวิธีนี้อ้างอิงกับคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ใช้ในการค้นหา เมื่อผู้เข้าเว็บไซต์กูเกิลพิมพ์คำค้นหาที่ตรงกับประเภทธุรกิจของเรา เว็บไซต์ของเราก็จะขึ้นมาอยู่บนหน้าแรก การที่เว็บไซต์มาอยู่บนหน้าแรกของผลการค้นหา มีผลทำให้ผู้ที่ค้นหารู้สึกว่านี่คือเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือหรือเป็นที่ยอมรับ และส่วนใหญ่ผู้คนก็จะเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ในหน้าแรก มากกว่าที่จะค้นหาในหน้าต่อไป

แน่นอนว่าการทำ SEO เป็นขั้นตอนประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่ต้องลงทุน เพราะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ แม้ว่าจะต้องลงทุนเช่นเดียวกับการลงโฆษณา แต่ผลที่ได้นั้นคุ้มกว่ามาก ส่วนจะคุ้มกว่ายังไง ไปดูกันต่อได้เลย

สิ่งที่เห็นได้ชัดมากที่สุดเมื่อเว็บไซต์ของเราขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหา ก็คือมีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น แน่นอนว่าคนที่ค้นหาจนมาเจอเว็บไซต์ของเรา ต้องมีพื้นฐานมาจากการที่พวกเขาต้องการสินค้าหรือบริการของเรา เมื่อพวกเขาเห็นเว็บไซต์ของเราก่อน โอกาสที่จะกลายมาเป็นลูกค้าก็มีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราทำเว็บไซต์ให้น่าสนใจ ดึงดูดใจคนเหล่านั้นได้ พวกเขาก็จะไม่มองหาสินค้าหรือบริการจากรายอื่น ทำให้การตัดสินใจของลูกค้าง่ายขึ้น ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น

ผลที่ดีมาก ๆ อีกประการของการทำ SEO คือเราสามารถมองเห็นข้อมูลทางสถิติได้ เช่น เรารู้ได้เลยว่าหลังจากทำแล้ว มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งถ้าเทียบดูแล้ว จะเห็นได้เลยว่าก่อนทำและหลังทำ จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญคือเรายังนำตัวเลขนั้นมาต่อยอดได้ โดยพิจารณาว่าจากผู้ที่เข้าชม มีกี่คนที่หันมาเป็นลูกค้า ถ้าลูกค้าเพิ่มขึ้นในอัตราที่เรายังไม่พอใจ เราก็สามารถปรับปรุงหน้าเว็บไซต์หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ามากขึ้นได้

สุดท้าย เมื่อเรามีการทำ SEO ที่ดี แปลว่ามีคนรู้จักเว็บไซต์ของเราเป็นจำนวนมาก ทำให้ขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น เมื่อรวมเข้ากับการมีสินค้าและบริการที่ดี ในที่สุดลูกค้าก็จะกลับมาใช้บริการซ้ำ และยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้ายังบอกต่อ ๆ กันไปอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพูดแบบปากต่อปาก หรือการแชร์เว็บไซต์ของเราไปในโซเชียลมีเดีย ทำให้ฐานลูกค้าขยายออกไปได้ไม่รู้จบ ในที่สุดผลที่เห็นชัดที่สุดก็คือยอดขายที่เพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากคุณไม่เริ่มต้นทำ SEO