เทคนิคการเขียนบทความทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับสูง

เมื่อพูดถึงการทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรก ๆ ในการค้นหาผ่าน Google เป็นที่เข้าใจกันว่ายิ่งเว็บไซต์อยู่ในอันดับแรก ๆ ได้มากเท่าไร ยิ่งค้นพบง่ายและรวดเร็ว ดึงดูดผู้เข้าชมจำนวนมาก หากเขียนบทความน่าอ่านและมีประโยชน์ทำให้คนอ่านติดตามต่อเนื่องยิ่งเป็นประโยชน์ต่อเว็บไซต์ เรามีเทคนิคการเขียนบทความที่ไม่เพียงทำให้เว็บไซต์ติดอันดับสูงขึ้นได้เท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้อ่านประทับใจอีกด้วย มาดูกันว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

1.ขั้นแรกคือการสร้างสรรค์บทความ ที่มีชื่อเรื่องสะดุดตาและเนื้อหามีประโยชน์ตรงกับความต้องการของผู้อ่าน รวมทั้งตั้งชื่อหัวข้อหลักและหัวข้อรองให้ชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อการวางโครงสร้างให้เขียนบทความได้ลื่นไหลและอ่านง่าย ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร แนะนำวิธีง่าย ๆ คือเข้าไปดูเว็บไซต์ของธุรกิจประเภทเดียวกันและสังเกตว่าบทความแบบไหนได้รับความนิยมและมีคนติดตามอ่านจำนวนมาก สามารถใช้เป็นแนวทางในการเขียนบทความใหม่ ๆ พร้อมกับตั้งชื่อเรื่องให้โดนใจง่ายขึ้น

2.คีย์เวิร์ดที่มีคนค้นหามาก ช่วยให้พบบน Google ได้ง่าย คำยอดนิยมต้องตรงกับเนื้อหาบทความที่เขียน โดยเลือกคำยอดนิยมจาก Google Keyword Planner ช่วยให้เลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม พร้อมกับสำรวจหาคำใหม่ ๆ ที่อาจมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ใส่คีย์เวิร์ดลงใน Headline, Meta Description, ลิงก์ URL และรูปภาพ

3.บทความที่เขียนไม่สั้นเกินไป บทความที่ดีควรมีความยาวอย่างน้อย 500 คำ โดยส่วนใหญ่บทความที่มีผลดีต่อการทำ SEO และมักขึ้นอยู่ในหน้าแรก Google มักจะมีเนื้อหาความยาวประมาณ 1,500-2,000 คำ บทความยาวเท่าไรยิ่งเขียนเจาะเนื้อหาลึกขึ้นเท่านั้น

4.เลือกคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง และใส่กระจายให้ทั่วบทความ ย่อหน้าแรกครอบคลุมเนื้อหาสำคัญและไม่ยาวเกินไปเพื่อให้อ่านง่ายและดึงดูดผู้อ่าน หากต้องการแชร์เนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook และ LINE ควรปรับเนื้อหาให้กระชับน่าอ่านเหมาะสมกับการอ่านบนหน้าจอมือถือ ทำให้แชร์ง่ายและดึงดูดปริมาณการเข้าเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น

5.การเพิ่มมีเดียหลายรูปแบบลงในบทความ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ วิดีโอ หรือกราฟิกอื่น ๆ นำมาใช้กับคอนเทนต์เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ

6.การสร้าง Backlink ที่มีคุณภาพ โดยลิงก์กับเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ ส่งผลให้มีการลิงก์กลับมายังเว็บไซต์ของเราและเพิ่มความน่าเชื่อถือในเว็บไซต์มากขึ้น การทำลิงก์กับเว็บไซต์อื่น ๆ ไม่ควรระดมยิงลิงก์จำนวนมากมารวดเดียวเพราะจะดูผิดปกติและตกเป็นเป้าสายตาของ Google ว่าเป็น Spam ได้ง่าย ๆ การทำลิงก์แบบ Guest Post ให้เว็บอื่น ๆ ลิงก์กลับมาหาเว็บของเราเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ในระยะยาว

หลังจากใช้เทคนิคทั้งหมดแล้ว ใช้ Google analytics เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ดูว่าการเข้าชมเพิ่มขึ้นเท่าไร เพิ่มอันดับในหน้าเสิร์ชเอ็นจินได้หรือไม่ แล้วนำมาพัฒนาคอนเทนต์ที่ดีเพื่อทำ SEO ให้ติดอันดับใน Google ได้ดีขึ้น

อัปเดตเทรนด์ Facebook Fanpage SEO 2021

Facebook เป็นสื่อ Social media ที่มีจำนวนผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก ทำให้ Facebook Fanpage จึงเปรียบเสมือนหน้าร้านที่มีผู้คนเดินผ่านอยู่เสมอ แต่การสร้าง Fanpage เฉย ๆ โดยไม่นำเทคนิค SEO หรือ Search engine optimization (เครื่องมืออัปเดตอันดับบน Search Engine เช่น Google, Bing หรือ Yahoo เป็นต้น) ทำให้หลายคนพลาดโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ โดยวิธีการทำ SEO บน Facebook Fanpage ในปี 2021 มีวิธีการ ดังนี้

หาคีย์เวิร์ด (คำค้นหา) ทองคำให้เจอ สำหรับมือใหม่ที่อยากสร้างรายได้ด้วยการขายของ หรือบริการบน Facebook Fanpage มักจะทำการเปิดเพจโดยไม่ได้หาคีย์เวิร์ดทองคำเตรียมเอาไว้ ซึ่งความสำคัญของการหาคีย์เวิร์ดทองคำที่มีจำนวนกลุ่มเป้าหมายค้นหาเยอะและมีการแข่งขันน้อย ย่อมทำให้ Facepage ติดอับดับบน Search Engine ได้ดีกว่า โดยเครื่องมือที่ใช้หาคีย์เวิร์ดทองคำ เรียกว่า Keyword Research ที่มีวิธีการทำงานง่าย ๆ เพียงนำคำที่ต้องการมาใส่ใน Keyword Research ก็จะทำการประมวลผลจำนวนคนค้นหาและความยากง่ายในการแข่งขันขึ้นมา โดยเว็บไซต์ Keyword Research ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Keyword Planner, ubersuggest และ Keyword Tool เป็นต้น

ตั้งหรือเปลี่ยนชื่อเพจให้หาง่าย เมื่อเราได้คีย์เวิร์ดที่ต้องการ นำคีย์เวิร์ดที่ได้มาใช้ในการตั้งชื่อและ URL เพราะจะช่วยให้ Search Engine แสดงผล Facebook Fanpage ของเราในหน้าแรกเมื่อมีกลุ่มเป้าหมายกดค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดที่เราเลือกไว้ ทั้งนี้ความยาวในการตั้งชื่อ Facebook Fanpage ที่ดีไม่ควรเกินกว่า 50 ตัวอักษร

คำอธิบาย Fanpage สิ่งจำเป็นที่หลายคนมองข้าม คำอธิบาย Facebook Fanpage ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อให้ผู้ที่แวะเวียนเข้ามาในเพจทราบว่าเป็นเพจเกี่ยวกับอะไรเท่านั้น แต่การเขียนคำอธิบายที่แทรกด้วยคีย์เวิร์ดที่เราใช้ เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์ในการทำอันดับบน Search Engine ด้วย และยังเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้ด้วย

เปลี่ยนชื่อไฟล์ภาพเพิ่มความปัง เทคนิคเปลี่ยนชื่อไฟล์ภาพให้มีคีย์เวิร์ดเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการติดอับดับรูปภาพบน Search Engine นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญกับการเขียนคำอธิบายภาพ (Alt) ใน Fanpage โดยวิธีการเปลี่ยนคำอธิบายภาพใน Fanpage สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการกดเข้าไป Edit และเลือกเปลี่ยนข้อความกำกับภาพ (Edit Alt text) โดยแทรกคีย์เวิร์ดเข้าไป เพราะจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO บน Fanpage ด้วย

อัปเดตคอนเทนต์สม่ำเสมอ การทำให้ Facebook Fanpage ติดอันดับบน Search Engine ควรมีการอัปเดตบทความหรือคอนเทนต์ลงใน Fanpage อย่างสม่ำเสมอ โดยบทความที่นำมาโพสต์สามารถใช้เป็นบทความสั้นความยาวประมาณ 300 – 500 คำและมีคีย์เวิร์ดแทรกอยู่ในบทความประมาณ 3 – 5 ครั้ง

Facebook Fanpage เป็นหนึ่งในช่องทางสร้างรายได้จากการเขียนบทความและขายสินค้า/บริการที่มีมีวิธีการใช้งานง่าย ดังนั้นผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการทำ Facebook Fanpage จึงไม่ควรมองข้ามความสำคัญในการทำ Facebook Fanpage SEO

แจก 5 กลยุทธ์ในการทำ SEO เพื่อให้ธุรกิจเกิดภาพจำในใจผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันคือยุคของโลกออนไลน์ที่ผู้คนทุกมุมโลกมีปฏิสัมพันธ์กับบน Social Network ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเชื่อมโลกธุรกิจเข้ากับโลกออนไลน์ เครื่องมือหนึ่งที่ธุรกิจจะขาดไม่ได้ในการเข้าถึงผู้บริโภคคือการทำให้หน้าเว็บไซต์ของธุรกิจติดอันดับต้น ๆ ของการค้นหาใน Google และ Search Engine ต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า SEO เพราะ Google ถือเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน

วันนี้เราจะมาแจก 5 กลยุทธ์ในการทำ SEO เพื่อให้ธุรกิจเกิดภาพจำในใจของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วกัน

1.ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเว็บไซต์ของธุรกิจ ความหมายคือ ผู้คนมักเลือกใช้คำค้นหาเกี่ยวกับสิ่งที่สนใจหรือสิ่งที่ต้องการใน Google ดังนั้นการที่จะทำให้เว็บไซต์ของธุรกิจแสดงผลลัพธ์ของการค้นหาออกมา ข้อมูลหรือเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์ควรจะมีคีย์เวิร์ดที่ผู้คนนิยมใช้ในการค้นหากัน เช่น หากทำธุรกิจเกี่ยวกับร้านอาหารอิตาลีในย่านสุขุมวิท หน้าเว็บไซต์ของเราต้องมีคำศัพท์เกี่ยวกับอาหารอิตาลี หรือมีคำศัพท์ที่ผู้กินอาหารอิตาลีนิยมใช้ค้นหา และยังต้องมีการบอกถึงที่ตั้งใน Google Business และ Google Maps ด้วย

2.ออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจและสร้างเนื้อหาที่ดึงดูดใจ การสร้างเว็บไซต์ให้มีความน่าสนใจด้วยรูปภาพหรือภาพกราฟิกที่สั้น เข้าใจง่าย ก็เป็นส่วนสำคัญของการทำ SEO ด้วยเช่นกัน เนื่องจากหาก Google ตรวจสอบและประเมินว่าเว็บไซต์ของเราแสดงผลลัพธ์ของการค้นหาได้บ่อย รวมถึงมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภค Google จะสามารถผลักดันให้เว็บไซต์ของธุรกิจติดอันดับของการค้นหาในลำดับต้น ๆ ได้

3.สร้าง Content ดี ๆ บนหน้าเว็บไซต์ ข้อนี้ก็มีส่วนช่วยให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักได้ไม่มากก็น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการของธุรกิจที่เป็นประโยชน์ ตอบโจทย์ความต้องการหรือ สามารถแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคได้ โดยอาจสร้างบทความให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่เจาะจงกับผู้บริโภคบางกลุ่ม หรืออาจเผยแพร่เกี่ยวกับบทความดี ๆ ในด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไปได้ เพราะอย่างน้อยหาก Content ของเราเป็นที่ถูกใจ ย่อมได้รับการแชร์หรือส่งต่อข้อมูลต่อไปด้วย

4.การทำ SEM ควบคู่กับ SEO ก็สำคัญไม่น้อยกว่ากัน เนื่องจาก SEO คือการปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของ Search Engine ซึ่งต่างกับการซื้อโฆษณาบนหน้า Google ที่ผู้บริโภคสามารถค้นหาเจอเว็บไซต์ของเราได้โดยตรงในพื้นที่โฆษณา ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเข้าถึงผู้บริโภคได้รวดเร็วกว่า แต่ก็มีค่าโฆษณาแบบต่อคลิกเป็นต้นทุนด้วย

5.Comment ใครคิดว่าไม่สำคัญ เนื่องจากคนบนโลกออนไลน์ชอบแชท ชอบแชร์และรีวิวกันอยู่แล้ว หากเราสร้างหน้า Content ของเราให้มีช่อง Comment ด้วย ก็เหมือนเป็นเครื่องมือที่ให้ผู้บริโภคได้มีการสื่อสารและส่งต่อข้อมูลหากัน ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์แบรนด์ของธุรกิจไปในตัว

การแข่งขันกันบนโลกออนไลน์นั้นสูงมาก อีกทั้งมีการกระจายข้อมูลข่าวสารกันอย่างรวดเร็ว ดังนั้นธุรกิจจึงต้องเดินหน้าให้เร็วตามด้วยเช่นกัน การทำ SEO เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด แต่จะสามารถเห็นผลได้เร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายอย่าง เช่น คุณภาพของหน้าเว็บเพจ คู่แข่ง ความเร็วการโหลดข้อมูล ฯลฯ ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับเป็นสำคัญ หากปรับแต่งปัจจัยต่าง ๆ ได้ถูกต้อง ก็จะสามารถติดอันดับที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนติด Top10 หน้าแรกได้ในที่สุด

แนวทางการใส่คีย์เวิร์ดทำ SEO อย่างไรให้เว็บไซต์ติดอันดับที่ดี

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization หมายถึงวิธีการทำให้เว็บไซต์ปรากฏในหน้าแรกของผลการค้นหาสินค้า บริการ บทความ ข้อมูล หรือเว็บไซต์ที่สนใจใน Google การเลือกคีย์เวิร์ดที่ทันสมัยและเหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบันจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการทำ SEO ตลอดจนการกระจายคำหลักและคำรองที่เกี่ยวข้องใส่ในชื่อเรื่องและเนื้อหาบทความอย่างลงตัว ช่วยให้ Google ประมวลผลการค้นหาและจัดอันดับเว็บไซต์ให้ติดอันดับแรก ๆ ได้ง่ายขึ้น มาดูกันว่าแนวทางการใส่คีย์เวิร์ดลงในคอนเทนต์ควรเป็นอย่างไร

1.ก่อนอื่นต้องพิจารณาเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม คำหลักที่มีความหมายกว้าง ๆ หรือ Broad Keyword สามารถเข้าถึงผู้ใช้ในวงกว้างก็จริง แต่การค้นหาจะมีการแข่งขันสูงมาก เว็บไซต์เล็ก ๆ จึงยากจะเอาชนะคู่แข่งที่เป็นเว็บไซต์ใหญ่ ถ้าเลือกคีย์เวิร์ดที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง หรือ Long Tail Keyword จะตอบโจทย์ได้ตรงจุดกว่า โดยเลือกคำหลายคำมารวมกันเพื่อสื่อสิ่งที่ต้องการอย่างชัดเจน เช่น ค้นหาสมาร์ทโฟน ยี่ห้อไหน คุณสมบัติอย่างไร มือหนึ่งหรือมือสอง ทำให้ค้นหาง่ายมากขึ้น สร้างความพอใจให้กับผู้ใช้และยังเป็นการกรองกลุ่มผู้อ่านที่เป็นลูกค้าเป้าหมายไปในตัว ยกตัวอย่างเช่น “iphone โฟน 11 มือ สอง 64gb ราคา”

2.การใส่คีย์เวิร์ดเป็นแบบธรรมชาติ กระจายให้ทั่วบทความประมาณ 3-5 ครั้ง เลือกคำหลักและคำรองที่หลากหลายและเกี่ยวข้องกัน ทำให้บทความมีคุณภาพ เรียบเรียงอย่างดีอ่านเข้าใจง่าย ทุกวันนี้การประมวลผลการค้นหาและจัดอันดับมีการอัปเดตใหม่ การเน้นโปรยคีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ กันในบทความไม่ช่วยให้ติดอันดับต้น ๆ ใน Google อีกต่อไปแล้ว ยิ่งใส่มากเกินไปจะทำให้บทความไม่น่าอ่าน ดูไม่เป็นธรรมชาติและไม่น่าเชื่อถือ เนื้อหาบทความมีประโยชน์และใส่คีย์เวิร์ดเหมาะสมนั้นจะทำให้ผู้อ่านชื่นชอบและมีการเข้าชมมากขึ้นและมีส่วนสนับสนุนให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ได้

3.คีย์เวิร์ดที่เลือกใส่ใสเนื้อหาบทความควรมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนตัวเลือกใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา เนื่องจากคีย์เวิร์ดบางคำอาจตกยุคไปแล้ว แต่เนื้อหาเป็นข้อมูลจริง จึงไม่ต้องเปลืองแรงเขียนบทความคุณภาพออกมาใหม่ ปรับคีย์เวิร์ดให้ทันสมัยอย่างเดียวก็ใช้ได้และช่วยประหยัดเวลาได้มาก การอัปเดตบทความเดิมด้วยคีย์เวิร์ดใหม่ ๆ ไม่เพียงช่วยปรับเนื้อหาให้เข้ากับสถานการณ์และยุคสมัยเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการโฆษณาให้ตรงกับเป้าหมายทางการตลาดยิ่งขึ้น

การเฟ้นหาคีย์เวิร์ดใหม่ที่หลากหลายมากขึ้นเป็นความคิดที่ดี เลือกคำให้เหมาะสมกับสินค้าหรือบริการของเว็บไซต์ รวมทั้งตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ หากผู้ใช้ค้นพบสิ่งที่สนใจได้ง่าย ก็ย่อมคลิกเข้าเว็บไซต์บ่อยและเป็นตัวช่วยปรับปรุง SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับดีขึ้นด้วย ทำให้ลูกค้าเข้าถึงได้มากขึ้น ส่งผลให้สินค้าและบริการขายดีขึ้น คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาบทความที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ละเลยไม่ได้ เพราะการทำ SEO คือการประสัมพันธ์ให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก และจำเป็นต้องมีการสื่อสารที่ดีจึงจะตอบโจทย์การขายได้มากขึ้น

ประโยชน์ของการทำ SEO สำคัญต่อธุรกิจขนาดเล็กอย่างไร

การทำ SEO เป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับธุรกิจที่ต้องการให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ การโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียส่งผลดีต่อการค้นหา ทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์มากขึ้น ไม่เพียงเข้าถึงลูกค้าง่ายแต่ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือในตัวสินค้า ส่งผลให้ยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากไม่แน่ใจว่าธุรกิจขนาดเล็กควรลงทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพกับเครื่องมือค้นหา (SEO) หรือไม่ ลองพิจารณาประโยชน์ของกลยุทธ์การตลาดในยุคดิจิทัลว่าสำคัญต่อธุรกิจขนาดเล็กอย่างไร มีดังต่อไปนี้

1.เว็บไซต์ใช้งานง่าย การทำ SEO ช่วยให้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กสร้างเว็บไซต์ง่ายและเร็วขึ้น มีโครงสร้างที่ดีใช้งานง่าย ทำให้เข้าถึงสิ่งที่ต้องการได้รวดเร็วและราบรื่น ผู้ใช้บริการพอใจเข้าใช้เว็บนานและบ่อยขึ้น มีบทความน่าอ่านและตอบคำถามรวดเร็ว ถูกต้อง และถูกใจลูกค้าที่ค้นพบสิ่งที่ต้องการในที่สุด ดังนั้น นิยามของการทำ SEO สมัยนี้จึงไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหาเท่านั้น แต่ยังให้ประสบการณ์ที่ประทับใจแก่ผู้ใช้งานด้วย

2.เว็บไซต์ที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง จะดึงดูดผู้เข้าชมและเพิ่มฐานลูกค้ามากขึ้น SEO เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพและราคาถูกที่สุดในปัจจุบัน ช่วยลดต้นทุนการโฆษณา หากธุรกิจออกแบบเว็บไซต์ที่มีการทำ SEO จะดึงดูดลูกค้าเป้าหมายโดยตรง ทำให้มีลูกค้ามากขึ้นและเติบโตเร็วกว่าธุรกิจที่ไม่มีเว็บไซต์ถึงสองเท่า มีโอกาสขยายธุรกิจมากกว่ากลยุทธ์ทางการตลาดอื่น ๆ ที่เคยมีมา

3.ลดต้นทุนการโฆษณา การทำ SEO ยังให้ประโยชน์กับธุรกิจด้วยการวางแผนโฆษณาเข้าถึงสมาชิกทุกกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น บริษัทรับตัดหญ้าและจัดแต่งสวนมีลูกค้า 2 เป้าหมายคือเจ้าของบ้านและเจ้าของธุรกิจ บริการมีรายละเอียดแตกต่างกัน ด้วยการทำ SEO จะกำหนดคำหลักในการเข้าถึงผู้ชมแต่ละกลุ่มได้ เช่น “บริการจัดสวนที่อยู่อาศัย” และ “บริการจัดสวนเชิงพาณิชย์” เป็นต้น

4.เว็บไซต์ที่ปรับแต่ง SEO จะโหลดเร็วขึ้น ใช้งานง่ายและรองรับการใช้บนอุปกรณ์มือถือและแท็บเลต จึงดึงดูดความสนใจจากคนรุ่นใหม่ที่ไม่ทนรอเว็บโหลดช้าและมักจะกดออกอย่างรวดเร็ว ถ้าเว็บไซต์ตอบโจทย์ได้ง่ายและเร็ว ย่อมผูกใจผู้ใช้งานให้เข้ามาเป็นลูกค้าประจำและกลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์บ่อยขึ้น

5.แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น เมื่อเว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อปรากฏอยู่ในหน้าแรกของเครื่องมือค้นหาหลัก เช่น Google, Yahoo และ Bing นั่นคือเหตุผลที่ธุรกิจขนาดเล็กต้องการให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและสร้างความไว้วางใจในบริษัท ทำให้ลูกค้าเป้าหมายเชื่อมั่นในบริการของเว็บไซต์มากขึ้น ยิ่งกว่านั้นการทำ SEO ยังแสดงให้เห็นว่าธุรกิจเป็นมากกว่าผู้ผลิตสินค้าหรือผู้ให้บริการ แต่ยังเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญซึ่งจะเพิ่มมูลค่าให้กับเว็บไซต์ด้วย

6.เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เว็บไซต์ที่มีการทำ SEO จะดึงดูดลูกค้าเข้ามาสู่เว็บไซต์ได้มากขึ้น เพราะลูกค้าพอใจบริการมากกว่าเว็บอื่น ๆ ที่ทำธุรกิจเดียวกันและขายผลิตภัณฑ์คล้ายกันในราคาที่ใกล้เคียงกัน

7.เพิ่มโอกาสกระตุ้นยอดขาย และขยายส่วนแบ่งการตลาดให้กับธุรกิจมากขึ้น เพราะ SEO จะผลักดันให้เว็บไซต์สู่สายตาของผู้ท่องอินเทอร์เน็ตมากขึ้นตามแต่คำค้นแต่ละคำ ซึ่งผู้ที่ค้นพบเว็บไซต์นั้นต้องการหาข้อมูลสินค้าอยู่แล้วและอาจเปลี่ยนกลายเป็นลูกค้าได้ในที่สุด เว็บไซต์ที่ติดอันดับหน้าแรก จึงมีโอกาสเพิ่มยอดขายได้แน่นอน

การทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของธุรกิจอยู่ในอันดับดีจะมีโอกาสต้อนรับผู้เยี่ยมชมจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าคู่แข่งหลายรายล้วนทำการตลาด SEO ดังนั้น หากคุณยังไม่ได้ลงมือทำ SEO ก็เป็นโอกาสดีที่จะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการจ้างทำ SEO

การทำ SEO ถือว่าเป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่สำคัญในยุคปัจจุบัน เพราะทุกธุรกิจต่างได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิคระบาด เมื่อต้องปฏิบัติตามหลักการรักษาระยะห่างทางสังคม (social distance) ทำให้ผู้คนไม่ออกมาจับจ่ายใช้สอยอย่างเคย อัตราการแข่งขันจึงสูงขึ้นในโลกออนไลน์ และทำให้มีบริษัทรับจ้างทำ SEO จัดตั้งขึ้นมากมาย ทั้งนี้ ก่อนจ้างงานบริษัทรับทำ SEO คุณควรรู้สิ่งต่อไปนี้

1.จ้างทำ SEO ประหยัดเวลาได้มากกว่าทำเอง
การจ้างบริษัทรับทำ SEO มีประโยชน์ที่ชัดเจน คือ ทำให้เจ้าของธุรกิจออนไลน์ให้ความสำคัญกับเรื่องอื่น ๆ เช่น การพัฒนาสินค้า การเจราจากับคู่ค้าใหม่ ๆ การศึกษาวิจัยความต้องการเทรนด์ของท้องตลาด ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน การจ้างบริษัททำ SEO จึงเป็นทางออกที่ดีที่ช่วยประหยัดเวลาไปทำในเรื่องอื่นได้

2.SEO ต้องทำแบบสายขาว
การจ้างทำ SEO ต้องเลือกบริษัทหรือฟรีแลนซ์ที่ทำแบบ SEO สายขาว คือ ทำตามหลักเกณฑ์ของ Google เช่น

  • ผลิตบทความที่ไม่มีการลอกเลียนมาจากที่ไหน เพราะระบบ Google จะเช็คความซ้ำซ้อนได้
  • ไม่ใช้รูปภาพที่ละเมิดสิทธิ์ของผู้ถ่ายภาพจากเว็บไซต์ต่าง ๆ
  • ไม่ปั่น keyword คือใส่ keyword หลักและรองจำนวนมากเกินไป

การทำ SEO สายขาว จะทำให้ผู้เข้ามาในเว็บไซต์ได้รับสาระความรู้ที่มีประโยชน์ และช่วยให้อันดับการนำเสนอของเว็บไซต์ดีขึ้นจากการคำนวณผู้เข้าชมของระบบ Google

3.ยิ่งมีคุณภาพ ยิ่งกล้ารับประกัน
หากคุณเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่เคยทำงานให้ลูกค้าทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชนมายาวนานกว่า 5 ปี โอกาสที่จะได้ผลงานที่ดีคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายก็มากขึ้น และบริษัทที่มีศักยภาพในการทำงานสูง จะมั่นใจจนกล้ารับประกันผลงานว่าสามารถทำงานได้ตามเป้าหมายแน่นอน เช่น สามารถผลักดันให้อันดับเว็บไซต์ของลูกค้าได้เป็นอันดับ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 10 ตามแพ็กเกจที่เลือก หากทำไม่ได้จะการันตีการคืนเงิน 100%

4.จ้างในราคาสมเหตุผล
การทำ SEO โดยผู้เชี่ยวชาญจะมีการคิดค่าบริการที่เหมาะสมเสมอ เช่น ต้องการติด 1 ใน 3 ของคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ และยังคงผลเช่นนี้ต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 90 วัน มักคิดค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 30,000 ถึง 50,000 บาท หากให้ติด 1 ใน 5 มักจะอยู่ที่ 10,000-20,000 บาท และ 1 ใน 10 มักจะอยู่ในช่วงค่าใช้จ่าย 3,000-5,000 บาท หากมีรายใดรับจ้างที่ค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่านี้ อาจทำ SEO ที่ไม่ถูกต้องตามหลักการหรือคุณอาจถูกหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพได้

หากเลือกบริษัททำ SEO ที่มีฝีมือ จะส่งผลให้ยอดขายสินค้าสูงขึ้นและทำให้แบรนด์ติดตลาดเป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็วคุ้มค่าใช้จ่าย แต่หากเลือกผิดบริษัท นอกจากจะไม่ได้ผลงานตามที่ต้องการแล้ว ยังทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจไปให้คู่แข่งรายอื่น จึงต้องพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ที่เราแนะนำไปอย่างรอบคอบ

SEO ทำกับ YouTube ได้อย่างไรบ้าง

ช่อง YouTube เป็นสื่อโซเชียลที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนที่ต้องการสร้างรายได้จากความสามารถพิเศษที่หลากหลาย และวิธีการตลาดออนไลน์แบบ SEO ก็ทำให้เพจและเว็บไซต์จำนวนมากมีอัตราการเติบโตสูงในด้านยอดผู้ติดตาม

เรามาดูกันว่า จะใช้หลักการ SEO กับ YouTube ด้วยวิธีใดได้บ้าง

  1. ทำความยาวของคลิปให้เหมาะสม

YouTube เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในการนำเสนอคลิปภาพเคลื่อนไหว จากสถิติพบว่าผู้คนจะมีสมาธิในการชมคลิปวิดีโอได้ต่อเนื่องนาน 10 ถึง 15 นาที จึงเป็นเกณฑ์โดยเฉลี่ยที่ยูทูปเบอร์นิยมทำกัน ถ้าคลิปยาวเกินไป ก็จะรู้สึกเบื่อได้ง่าย ยกเว้นในบางกรณี เช่น การแคสเกมส์ หรือการไลฟ์สด สตรีมมิ่งเกี่ยวกับหุ้นหรือถามตอบเรื่องปัญหาชีวิต ที่คนนิยมดูต่อเนื่องนาน 30-45 นาที

  1. สร้างความประทับใจในช่วงต้นให้มากที่สุด

ต้นคลิป YouTube ควรดึงดูดใจผู้ชมได้สูง เพราะส่งผลต่อการตัดสินใจชมต่อหรือเปลี่ยนช่อง โดยเฉพาะ 15 วินาทีแรก การเลือกภาพปก ขนาดและสีสันตัวอักษร การเลือกเพลงที่เร้าใจ หรือแม้แต่การใช้คำทักทายผู้ชม ก็ต้องมีความพิถีพิถัน หากสามารถทำให้ผู้ชมติดตามได้ตลอดจนจบ ก็เท่ากับมีคะแนนด้าน SEO ที่ดีขึ้นและจะมียอดผู้ติดตามและแชร์ต่อไวมากขึ้น

  1. การนำเสนอประเด็นของคลิป

ยูทูปเบอร์มืออาชีพจะนำเสนอประเด็นของคลิปนั้น ๆ ไว้ตั้งแต่ช่วงต้น เพื่อให้คนดูจับประเด็นได้ง่ายขึ้นว่า หากติดตามดูจนจบ จะได้รับรู้ข่าวสารหรือได้ประโยชน์สาระในเรื่องใดบ้าง ทั้งนี้ การใส่กราฟิกประกอบที่เข้าใจง่ายแทรกเป็นช่วง ๆ ก็จะทำให้ผู้ชมรู้สึกเพลิดเพลินไม่เบื่อ และจดจำช่องยูทูปได้มากขึ้น ทำให้มักกลับเข้ามาชมบ่อย ๆ

  1. การชักชวนให้ติดตามแบบพอดี ๆ

การเชิญชวนให้กด like หรือกด Subscribe ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO แนะนำว่าควรทำในช่วงท้ายคลิปเพียงครั้งเดียว เพื่อไม่ให้เบี่ยงเบนความสนใจจากสาระที่ต้องการนำเสนอ และเป็นการสร้างความรำคาญให้กับผู้ชม

  1. การพูด keyword

ระบบ AI ของ YouTube สามารถแยกเสียงในคลิปได้ว่า คุณพูดคำว่าอะไรบ้าง ดังนั้น ควรพูดคำที่ตรงกับคีย์เวิร์ดในการสืบค้นของผู้คน ให้กระจายอยู่หลาย ๆ ครั้งตลอดคลิป โดยเฉพาะคำภาษาอังกฤษ จะมีผลในทางที่ดีต่ออันดับการสืบค้นในระบบ YouTube มากขึ้น

  1. การตั้งชื่อคลิป

ควรใส่ keyword ที่สอดคล้องกับเนื้อหา และตรงกับการสืบค้นในกระแสนิยมช่วงนั้น เช่น ชื่อหนัง ชื่อดารานำแสดง ชื่อเพลงประกอบซีรีส์ คำฮิตจากละคร เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า การทำตามหลัก SEO มีประโยชน์ในการช่วยผลักดันให้ช่อง YouTube เติบโตได้ไว และทำให้คุณมีกำลังใจในการนำเสนอผลงานดี ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ ด้วย หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ทุกท่านนำหลักวิธี SEO ไปปรับใช้กับการพัฒนาช่อง YouTube ของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

SEO ในบทบาทนักธุรกิจออนไลน์รุ่นใหม่

หากคุณกำลังสนใจการทำธุรกิจออนไลน์ คำว่า SEO คือกระบวนการทำงานสำคัญที่คุณควรทำความรู้จัก ซึ่งไม่มีใครทำอะไรได้สำเร็จโดยไม่ลงมือทำอย่างจริงจัง วันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักคำว่า SEO เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกในการเสริมประสิทธิภาพในการทำธุรกิจออนไลน์ของนักธุรกิจออนไลน์รุ่นใหม่ในยุคนี้

SEO ย่อมาจากคำว่า Search Engine Optimization หมายถึงกระบวนการปรับแต่งโครงสร้างหน้าตาเว็บไซต์ ให้สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว และปรับการเขียนเนื้อหาให้เป็นไปตามความต้องการของ เว็บ Search Engine เป็นวิธีการตลาดทางดิจิทัลที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของสินค้า ธุรกิจและบริการของคุณเข้าไปอยู่ในหน้าแรกของ Google เมื่อมีการค้นหาด้วย Keyword (คีย์เวิร์ด) ที่กำหนดเอาไว้โดยไม่ต้องซื้อโฆษณา ซึ่งองค์ประกอบในการทำงานมีหลายขั้นตอน เช่น การใช้ Content แบบ Onsite ,Outreach การเขียน Blog รวมถึงการใส่ Keyword และการทำ Backlink เป็นต้น

การทำ SEO จึงเป็นช่องทางการตลาดออนไลน์ที่ต้องอาศัยทั้งระยะเวลาและการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในระยะยาว สามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณมีช่องทางโปรโมทให้คนทั่วไปได้รู้จัก เพิ่มโอกาสในการขายและสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจได้มากขึ้นด้วย หากคุณทำเว็บไซต์ ทีเด็ดบอลวันนี้ แล้วเว็บขึ้นไปติดอันดับ 1 ในคีย์เวิร์คที่เกี่ยวข้อง มั่นย่อมลดต้นทุนการโฆษณาลงไปได้เยอะทีเดียว

ปัจจุบันเทคโนโลยีของ Search Engine ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพให้สูงมากยิ่งขึ้น เช่น Google (www.google.com) ซึ่งมาแรงเป็นอันดับหนึ่งของโลก, Bing (www.bing.com) ของบริษัท Microsoft ,Yahoo (www.yahoo.com), Ask.com (www.ask.com) , Baidu (www.baidu.com) ไป่ตู้ เป็นเว็บ Search Engine ของประเทศจีน มีบริการต่าง ๆ คล้ายกับ Google และ Wolframalpha (www.wolframalpha.com) เป็นเว็บไซต์สำหรับค้นหาข้อมูลในทางวิชาการ เป็นต้น และแม้ว่าช่องทางโซเชียลมีเดียอื่น ๆ จะมีกลยุทธ์ในการดึงดูดผู้ใช้เข้าสู่เว็ปไซต์ แต่ทว่า Search Engine ก็ยังคงเป็นช่องทางหลักสำหรับการเข้าสู่เว็บไซต์ต่าง ๆ ได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมายและเข้าใจง่ายที่สุด

สิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจออนไลน์ที่ใช้ SEO

  1. การทำเว็บไซต์เพื่อรองรับการทำ SEO และศึกษาข้อมูลการทำ SEO อย่างจริงจัง
  2. หากต้องการว่าจ้างผู้อื่น แนะนำให้เลือกเอเจนซี่ที่มีความชำนาญ เพื่อดูแลการทำ SEO อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
  3. หมั่นตรวจสอบและปรับปรุงคุณภาพของการทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ เพราะการทำ SEO เป็นช่องทางการตลาดทางเลือกใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม และมีธุรกิจอีกนับร้อยนับพันที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์
  4. การใช้ Keyword (คีย์เวิร์ด) หรือคำค้นหาข้อมูลผ่านเว็บ Search Engine ให้สอดคล้องกับ ธุรกิจสินค้าและบริการของคุณ เช่น ธุรกิจจำหน่ายรถยนต์มือสอง คีย์เวิร์ดที่ใช้ในบทความ SEO เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการค้นหา ได้แก่ รถมือสอง, รถยนต์มือสอง, ราคารถมือสอง, อะไหล่รถมือสอง หรือ ธุรกิจร้านอาหาร คีย์เวิร์ดที่ใช้ ก็ควรเป็นสินค้าและบริการในร้าน เช่น ก๋วยเตี๋ยว, ร้านอาหารตามสั่ง, ปิ้งย่าง ,อาหารจานเดียว เป็นต้น

ประโยชน์ของการทำ SEO มีหลายด้าน เช่น

  1. ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดในระยะยาว
  2. ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเปิดโอกาสในการสร้างฐานลูกค้าใหม่
  3. ช่วยให้ธุรกิจได้รับการโปรโมทตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ เมื่อมีผู้ใช้คำคีย์เวิร์ดในการค้นหา ก็จะพบเจอเว็บไซต์ของธุรกิจ

การทำธุรกิจออนไลน์อาจเป็นช่องทางที่ดีที่สุด ซึ่งหลายคนเลือกเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจได้ไปต่อในภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ทั่วโลกกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ ดังนั้นการปรับตัวและมองหาเครื่องมือในการทำงานด้วยการพึ่งพาเทคโนโลยีและช่องทางการตลาดออนไลน์ จึงมีส่วนช่วยส่งเสริมให้นักธุรกิจออนไลน์รุ่นใหม่ ประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย

วิธีเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพ

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ หรือ Facebook เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อเสริมโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และทำให้มียอดขายตามมาอีกมาก ซึ่งสัมพันธ์กับการทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ ซึ่งการทำ SEO สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หรืออาจจ้างบริษัทเอกชนที่มีประสบการณ์ในการทำก็ได้

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมวิธีพื้นฐานในการเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่มีคุณภาพมาฝากกัน เพื่อให้ท่านที่สนใจนำไปพิจารณาเลือกจ้างบริษัทที่เหมาะสม ดังนี้

มีความน่าเชื่อถือ

บริษัทที่มีคุณภาพจะมีการจดทะเบียนธุรกิจเป็นนิติบุคคล ทำให้สามารถติดต่อผู้รับผิดชอบได้ตลอดเวลา ซึ่งหากมีขนาดใหญ่ ก็มักมีการแยกแผนกหรือฝ่ายที่ชัดเจน เช่น ฝ่ายเทคนิค ฝ่ายขาย ฝ่ายดูแลลูกค้า ฯลฯ มีอีเมลและเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ง่าย ความน่าเชื่อถือของบริษัทจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่คุณต้องใส่ใจหากไม่ต้องการเสี่ยงกับกลุ่มมิจฉาชีพหรือบริษัทมือสมัครเล่น

ประสบการณ์ในการบริการลูกค้า

หากพิจารณาจากประวัติลูกค้าเก่าของบริษัทรับทำ SEO จะทำให้รู้ได้ว่าบริษัทนั้นมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้าน SEO ที่หลากหลายเพียงใด โดยเฉพาะหากเป็นลูกค้าที่ทำธุรกิจประเภทเดียวกันกับคุณ ก็มั่นใจได้ว่าบริษัทมีความสามารถด้านเทคนิคในการทำ SEO อย่างดี คุณจึงมั่นใจได้ว่าโอกาสประสบความสำเร็จในการจ้างทำ SEO ค่อนข้างสูงและใช้เวลาในการทำที่สั้นกว่าจ้างมือสมัครเล่น

มีความโปร่งใส

สิ่งที่คุณต้องคุยกันก่อนทำสัญญากับบริษัททำ SEO คือการรายงานผลการทำแบบรายเดือน มีการให้คำอธิบายหรือให้ความรู้พื้นฐานแก่เจ้าของเว็บไซต์ในการดูค่าตัวเลขทางเทคนิคต่าง ๆ เพื่อการตรวจสอบได้อย่างโปร่งใสตลอดเวลา

การันตีผลที่เป็นไปได้จริง

หากบริษัทมีความประสิทธิภาพสูงมักจะมีการการันตีผลว่าสามารถรักษาลำดับในการถูกสืบค้นด้วยระบบ SEO ของคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ ได้ในอันดับ Top 3-10 ตลอดเวลาของการจ้างทำ SEO แต่จะไม่การันตีที่อันดับหนึ่งตลอดเวลาเพราะเป็นการแสดงผลจากระบบอัลกอริทึมของ Google และ Facebook

อัตราค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม

ระดับการคิดค่าใช้จ่ายของการทำ SEO นั้น มักเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ที่การันตีด้วย เช่น หากเลือกแพ็กเกจที่ทางบริษัทการันตีผลลัพธ์ขั้นสูงเป็น Top 3 ของการสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ อาจจะมีค่าใช้จ่าย 2-3 หมื่นบาท แต่หากเป็นอันดับท็อปเท็น top10 ก็จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท เป็นต้น หากบริษัทใดมีการคิดอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั่วไปอาจจะทำให้คุณต้องพบกับความเสี่ยงถูกทิ้งงานหรือเจอกับบริษัทที่เป็นมือใหม่ได้

จะเห็นได้ว่า การจ้างบริษัททำ SEO นั้นต้องพิจารณาองค์ประกอบอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ คุณควรศึกษาผลความพึงพอใจจากลูกค้าเก่า ๆ ของบริษัทรับทำ SEO ในสื่อโซเชียลต่าง ๆ ด้วยเพื่อประกอบการตัดสินใจได้อย่างดียิ่งขึ้น

สิ่งที่ควรรู้พื้นฐาน ความสำคัญของ SEO ต่อเว็บไซต์ของคุณ

คุณคงเคยได้ยินคำว่า SEO มาบ้างแล้ว แต่หลายคนก็ยังไม่ทราบว่าตัวอักษรเหล่านี้ย่อมาจากอะไร เริ่มต้นด้วยตัวอักษร S ได้ย่อมาจาก Search ตัวอักษร E ย่อมาจาก Engine และตัวอักษร O ย่อมาจาก Optimization นอกจากนี้หลายคนยังไม่ทราบว่า SEO นั้น มีประโยชน์หรือมีความสำคัญต่อเว็บไซต์อย่างไรบ้าง เราจึงมาบอกรายละเอียดเกี่ยวกับ SEO เพื่อคุณจะได้ปรับปรุงเว็บไซต์ของตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม ดังต่อไปนี้

จุดประสงค์ของการทำ SEO

คนที่มีเว็บไซต์ของตัวเอง แน่นอนย่อมมีความต้องการให้เว็บไซต์อยู่ในลำดับต้น ๆ ในหน้าผลการค้นหาของ Search Engine ซึ่งการทำ SEO ก็สามารถปรับปรุงเว็บไซต์ตามคำแนะนำของ Search Engine หมายความว่า เมื่อไปหน้าเว็บไซต์ Google ซึ่งเป็น Search Engine อันดับหนึ่งของโลก แล้วต้องการหาข้อมูล เช่น คีย์เวิร์ดในการค้นหาคำว่า เที่ยวโตเกียว ผลการค้นหาก็จะขึ้นแสดงลำดับใน Google ยิ่งถ้าอยู่ในลำดับต้น ๆ ก็จะยิ่งดี เพราะจะถูกมองเห็นได้ก่อน และเป็นการบ่งบอกว่า อัตราการถูกคลิกจะยิ่งมากขึ้น

วิธีการทำ SEO

วิธีการทำ SEO

วิธีที่ใช้ทำ SEO มี 3 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ 1 เรียกว่า On Page SEO ด้วยการใส่ Keyword ไม่ว่าจะเป็น ใน Meta Description, URL, Title Tag หรือหัวของเว็บไซต์, ในหัวข้อหลัก, ในเนื้อหาแต่จะต้องมีในจำนวนปริมาณที่เหมาะสม, คำอธิบายรูปภาพ LINK ที่เชื่อมโยง ส่วนรูปแบบที่ 2 เรียกว่า Off Page SEO เป็นรูปแบบที่ทำ SEO จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ทำในหน้าเว็บของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Submit Web ที่ Search Engine และสารบัญเว็บไซต์ต่าง ๆ ด้วยการทำลิงก์จากเว็บดังมายังเว็บตัวเอง, มี Social Share ด้วยการแชร์ลิงก์ใน Social Media สุดท้ายรูปแบบที่ 3 เรียกว่า การใช้ตัวช่วยด้วยเทคนิคอื่น ๆ ที่จะช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้โปรโตคอล HTTPS, การแก้ไของค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อให้เว็บไซต์โหลดได้รวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีความสะดวกในการเข้าชมเว็บไซต์ผ่านมือถือ เนื่องจากในสมัยปัจจุบัน ถ้าเปรียบเทียบจากการดูหรือค้นหาข้อมูลในมือถือจะมากกว่าคอมพิวเตอร์เสียอีก

การทำธุรกิจสมัยนี้ต้องมีเว็บไซต์เพราะผู้คนเริ่มค้นหาร้านค้าผ่านทาง Search Engine อย่าง Google เพื่อจะทำให้ร้านเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ยอดขายค่อย ๆ เติบโตขึ้น ช่วยลดต้นทุนในการจ้างคนและยังช่วยเพิ่มเวลาที่ไม่ต้องมาคอยรับโทรศัพท์ลูกค้าที่สอบถามข้อมูลในขณะไม่มีเวลาว่าง โดยให้ลูกค้าดูรายละเอียดสินค้าผ่านเว็บไซต์ได้เลย ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ทำเว็บไซต์ดีเยี่ยมแต่คนดูค้นหาเว็บไซต์ไม่เจอ โดยเฉพาะคนที่ทำเว็บไซต์เพื่อที่จะหารายได้ ก็จะส่งผลให้ไม่มีคนเข้ามาเยี่ยมชมได้หากไม่รู้วิธีการทำ SEO หากเป็นเช่นนี้ พื้นฐานสำคัญของ SEO ตามคำแนะนำของ Search Engine จึงเป็นสิ่งที่คุณควรรู้ เพราะจะช่วยส่งเสริมอันดับเว็บไซต์ให้สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเว็บไซต์ของคุณนั่นเอง

สิ่งที่ควรรู้พื้นฐาน ความสำคัญของ SEO ต่อเว็บไซต์ของคุณ