หมวดหมู่: Private Blog Network

SEO ไม่ใช่แค่เขียนบทความ Backlink ยังสำคัญอันดับต้น

คนที่คุ้นเคยกับการทำ SEO ทราบดีว่าวิธีการจัดอันดับและแสดงผลการค้นหาเว็บไซต์ของ Google ปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพื่อให้การค้นหาตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุด จำเป็นต้องติดตามระบบการจัดอันดับเว็บไซต์หรือ Google Algorithm เพื่อคัดเลือกคีย์เวิร์ดที่คนค้นหามากที่สุดมาแทรกไว้ในบทความ เนื้อหาบทความทันสมัย น่าอ่านและมีประโยชน์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับที่ดีได้ ต้องอาศัยการปรับแต่งเว็บไซต์ด้านอื่น ๆ ด้วย Backlink ยังมีความจำเป็นอยู่แน่นอน

Backlink ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อกลยุทธ์การทำ SEO ไม่ใช่น้อย Backlink คือเว็บไซต์อื่นลิงก์มาที่เว็บไซต์ของเรา ต้องเป็นลิงก์ที่มีคุณภาพเท่านั้นที่จะแสดงว่าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพน่าเชื่อถือ ยิ่งมีลิงก์คุณภาพเข้ามาจำนวนมากและมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเราด้วย ยิ่งส่งผลดีมีโอกาสที่จะติดอันดับหน้าแรกได้ง่ายขึ้น

ข้อดีที่เห็นได้ชัดของ Backlink คือการที่เว็บไซต์มีลิงก์เข้ามาช่วยเพิ่มจำนวนผู้ชมที่ติดตามเว็บนั้นเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา การเพิ่ม Traffic จากเว็บไซต์เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์มีโอกาสเข้าไปอยู่ในหน้าแรกของ Google มากขึ้นเช่นกัน โดยปกติแล้วหลังจากเว็บไซต์สร้างหน้าใหม่ขึ้นมายังไม่เป็นที่รู้จักและการทำ SEO ด้วยการลิงก์กับเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง ทำให้ดัชนีของ Google พบหน้าใหม่ของเว็บไซต์เร็วขึ้น

Backlink แบ่งออกได้หลายประเภท สำหรับมือใหม่ในด้านกลยุทธ์ SEO ควรทำความเข้าใจ 2 ประเภทหลัก ดังนี้

  • Dofollow Link คือลิงก์จากเว็บไซต์คุณภาพสูงมีประโยชน์ต่อการทำ SEO เนื่องจากเว็บไซต์คุณภาพลิงก์เข้ามาหาเว็บไซต์ของเราย่อมสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้ใช้งานและส่งผลดีต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ด้วย
  • Nofollow Link คือลิงก์ที่ให้ประโยชน์ในด้านเพิ่มคะแนนความนิยม (Domain Authority) เป็นหลัก โดยคะแนนความนิยมมีตั้งแต่ 0-100 ถ้ามีเว็บลิงก์เข้ามาจำนวนมาก แม้จะไม่ใช่เว็บไซต์คุณภาพทั้งหมด ถือว่ายังมีประโยชน์ในด้านเพิ่มอันดับเว็บไซต์ให้ดีขึ้นได้ แม้ว่าจะไม่ได้คะแนนความน่าเชื่อถือและไม่มีพลังในการทำ SEO มากเท่ากับลิงก์แบบ Dofollow ก็ตาม เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ลิงก์แบบ Nofollow คล้ายกับยอดกดไลค์ กดแชร์ในเฟซบุ๊ก ทำให้มีคนเห็นเว็บไซต์มากขึ้นและคลิกเข้ามาเว็บไซต์มากขึ้นในอนาคต เท่ากับว่ามีลูกค้าในอนาคตเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มยอดผู้เข้าชมในทางอ้อมซึ่งมีประโยชน์ช่วยให้อันดับเว็บไซต์ดีขึ้นอีกด้วย

การปรับเปลี่ยนวิธีการจัดอันดับเว็บไซต์ล่าสุด Google ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Backlink มากนัก ถึงแม้จะมีเว็บไซต์จำนวนมากลิงก์เข้ามาแต่ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าเนื้อหาของเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพและน่าเชื่อถือ วิธีการสร้าง Backlink ที่ดีคือการแชร์ในสื่อโซเชียลของตัวเอง Facebook , Twitter , Youtube ซึ่งจะเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเสี่ยงลิงก์เว็บที่เว็บไม่ดีที่เสี่ยงจะถูก Google แบนได้

สรุปว่า กลยุทธ์การทำ SEO ด้วย Backlink จึงต้องมีความเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเท่านั้นยังไม่พอ ต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับอย่างเป็นธรรมชาติด้วย จึงจะเป็นลิงก์ที่น่าเชื่อถือและทำให้การติดอันดับใน Google ดีขึ้นได้

มือใหม่เรียนรู้กลยุทธ์ SEO เริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ดก่อน

คีย์เวิร์ดที่ใช้ในการค้นหาถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการทำ SEO โดยทุกบทความจะต้องมีคีย์เวิร์ด ธุรกิจที่มีเว็บไซต์ของตัวเองควรวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมกับสินค้าหรือแบรนด์ของตนเองแล้ว ส่วนเรื่องที่จะต้องนำไปใส่ตรงส่วนไหนของเว็บไซต์บ้าง เรามีคำตอบมาให้แล้ว ติดตามกันได้เลย

การทำ SEO เป็นกลยุทธ์การตลาดที่มีบทบาทสำคัญทำให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นติดหน้าแรกของผลการค้นหาใน Google สำหรับมือใหม่ที่กำลังเรียนรู้เทคนิคการทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับแรก ๆ ควรเรียนรู้เรื่องคีย์เวิร์ดก่อน เพราะถ้าเลือกคีย์เวิร์ดได้ดี จะไม่เพียงทำให้ลูกค้าค้นหาเจอเว็บไซต์ของคุณก่อนคู่แข่งเท่านั้น แต่ยังช่วยตอบโจทย์ความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดด้วย

คีย์เวิร์ดควรใส่ตรงตำแหน่งไหนบ้าง

  • ในคอนเทนต์หรือบทความ การใส่คีย์เวิร์ดในบทความจะมีคำเดียวก็ได้ หรือหลายคำแบ่งเป็นคีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรอง สิ่งสำคัญคือการเลือกคีย์เวิร์ดทั้งแบบสั้นและแบบยาวเพื่อให้ครอบคลุมคำที่คนใช้ค้นหา มือใหม่ควรเลือกใช้คีย์เวิร์ดยาวที่ประกอบด้วยหลายคำ เช่น “เสื้อผ้า ผู้ชาย ฟรีไซส์ ประตูน้ำ ราคาถูก” เพื่อตีกรอบสิ่งที่ต้องการให้แคบลง ทำให้การแสดงผลน้อยลงและเข้าถึงสิ่งที่สนใจได้ตรงจุดที่สุด
  • ในชื่อหัวเรื่องและหัวข้อย่อย เป็นส่วนหนึ่งในบทความที่จะทำให้คีย์เวิร์ดนั้นเด่นขึ้น ช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงและมีโอกาสทำให้หน้าเว็บติดอันดับมากขึ้น
  • ในชื่อ URL โดยใส่คีย์เวิร์ดหลักอยู่ในชื่อ URL ด้วย เพื่อให้เชื่อมโยงกับคอนเทนต์ และช่วยให้บทความเข้าตาและติดอันดับที่ดีขึ้นเช่นกัน
  • ในหน้า Landing Page คือหน้าเว็บไซต์ที่คนคลิกเข้ามาเห็นเป็นหน้าแรกของแต่ละเว็บ แสดงภาพรวมให้เห็นว่าเป้าหมายของเว็บไซต์นั้นคืออะไร จากนั้นจึงตัดสินใจเลือกกดเข้าดูหน้าอื่น ๆ ต่อไป โดยปกติคนที่ค้นหาสินค้าจะใส่คีย์เวิร์ดค้นหาซึ่งการแสดงผลจะลิงก์เข้าไปในหน้าสินค้าโดยตรง ผู้ที่สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจึงจะเข้าหน้า Landing Page เพื่อทำความรู้จักเว็บไซต์เพิ่มเติมนั่นเอง โดยมากในหน้านั้นจะมีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่จำหน่ายและแคมเปญการตลาด เป็นต้น

สำหรับคนที่ยังไม่รู้วิธีเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมกับธุรกิจ ลองพิจารณาจากเว็บไซต์ของคู่แข่ง สินค้าที่อยู่ในตลาดเดียวกันสามารถใช้คีย์เวิร์ดร่วมกันได้ เว็บไซต์ชั้นนำมักจะทำ SEO โดยผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลมาอย่างดีด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ เพิ่มโอกาสให้คนค้นเจอบทความในเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น หรือใช้ Google Keyword Planner เพื่อดูปริมาณการค้นหาคีย์เวิร์ดซึ่งตอบโจทย์ลูกค้าเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

หากคุณเป็นมือใหม่กำลังหัดเขียนบทความให้เอื้อต่อ SEO เมื่ออ่านจบและลองทำตามวิธีการข้างต้น ใส่คีย์เวิร์ดที่ตรงกับตำแหน่งต่าง ๆ ช่วยให้คนมองเห็นบทความและทำให้เว็บไซต์ไต่อันดับไปอยู่หน้าแรก ๆ ของ Google ซึ่งจะเพิ่มโอกาสปิดการขายก่อนเว็บไซต์คู่แข่ง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำการตลาด SEO และ SEM

การทำ การตลาดออนไลน์ แบบ SEO และ SEM เป็นสิ่งที่สามารถช่วยให้เว็บไซต์ทางธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าและบริการทุกประเภทประสบความสำเร็จมากขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายในด้านยอดขายและการขยายฐานลูกค้าให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ

การตลาดทั้งสองแบบนี้ มีหลักการและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ที่เจ้าของธุรกิจควรทราบตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อการวางแผนการปฏิบัติและหวังผลที่เหมาะสม ดังที่เรารวบรวมประเด็นมาดังนี้

มารู้จักเทคนิคการทำ SEO

SEO หรือ search engine optimization เป็นการตลาดที่เหมาะอย่างยิ่งกับธุรกิจรายย่อย หรือผู้ที่มีเงินทุนจำกัด เพราะเป็นเทคนิคที่ไม่มีค่าใช้จ่าย กล่าวคือ เมื่อผู้ทำเว็บไซต์ศึกษาวิธีการทำ SEO จากหนังสือหรือลงคอร์สเรียน แล้วนำมาศึกษาเพิ่มผ่านประสบการณ์

การอัปเดตข้อมูลในเว็บไซต์เป็นประจำ ร่วมกับการพัฒนาส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าในการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ ระบบ algorithm ของ Google ก็จะมาเก็บข้อมูลไปเปรียบเทียบทางเทคนิค เพื่อนำสู่การจัดอันดับแสดงผลในหน้า SERPs หรือ search engine result pages ที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของเว็บไซต์ไม่ถนัดทำ SEO หรือไม่มีเวลาบริหารจัดการ ก็สามารถจ้างบริษัทเอกชนที่มีประสบการณ์สูงทำเว็บไซต์ SEO ให้ก็ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำ SEO แนะนำว่าต้องดูแลทั้งในส่วนโครงสร้าง การตรวจสอบลิงก์ที่เชื่อมโยงให้มีคุณภาพ ไม่มีปัญหาความผิดพลาดหรือ Error การทำ SEO ให้แก่รูปภาพประกอบ ก็สามารถช่วยเสริมอันดับในการสืบค้นให้ดีขึ้นได้

การผลิตบทความที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องอัปเดตเป็นประจำทุกวันก็สำคัญ เพื่อให้ลูกค้าเกิดการจดจำและมีการเข้ามาชมสม่ำเสมอ ฯลฯ เหล่านี้ คือ เคล็ดลับการทำ SEO ที่ดี ซึ่งต้องอาศัยเวลา 3 ถึง 6 เดือน จึงเห็นผลอันดับดีขึ้นชัดเจน

SEM เทคนิคที่ต้องเรียนรู้

ส่วน SEM เป็นเทคนิคที่ย่อมาจาก search engine marketing เป็นการตลาดออนไลน์ที่ต้องมีการจ่ายเงินให้แก่ Google ในการประมูลพื้นที่ส่วนของ Sponsor และจะต้องมีการชำระให้แก่ทาง search engine เพิ่มเติม เมื่อมีผู้คลิกเข้ามาชมเป็นรายครั้ง แต่ก็นับว่าคุ้มค่า หากมีการซื้อขายสินค้าตามมา

SEM จึงเหมาะกับการเร่งกระตุ้นยอดขายในช่วงวันเทศกาล เช่น ปีใหม่สงกรานต์ คริสต์มาส หรือช่วงปลายเดือนที่ผู้คนส่วนใหญ่มีกำลังซื้อสินค้า เป็นช่วงเวลาที่กระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี

การทำ SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดที่ทุกธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตทำควบคู่กันได้ แต่แนะนำให้มีการวางแผนว่าจะต้องทำ SEM เสริมจาก SEO ในช่วงเวลาใดของเดือนหรือปี เพื่อให้ควบคุมรายจ่ายได้ดี และได้กำไรจากการขายคุ้มค่ามากที่สุด

เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้ที่ทำเว็บไซต์ออนไลน์เห็นถึงความแตกต่างและรับรู้ข้อจำกัดของ SEO และ SEM ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับจังหวะเวลาและงบประมาณต่อไป

มารู้จักเทคนิคการทำ SEO

เน็ตเวิร์คส่วนตัวอาจไม่จำเป็นอีกต่อไปในยุค SEO 2017

ฟังดูค่อนข้างจะตลกดีแต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆเพราะในเมื่อช่วงสัปดาห์หรือช่วงเดือนที่ผ่านมานี้เอง ทาง Google มีการอัพเดทอัลกอริทึม จากผลการทดลองพบว่าหลายเว็บที่ยังไม่ได้ใช้ลิงค์จากเน็ตเวิร์คส่วนตัวกับมีอันดับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพียงแค่ใช้วิธีการทำ Inner Links เพียงอย่างเดียวเท่านั้น กระบวนการทำ Inner Links ก็คือการทำลิงค์จากแต่ละบทความลิงค์ไปยังอีกหนึ่งบทความที่มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน เป็นการโยงเครือข่ายลิงค์ภายในเว็บไซต์เดียวกัน ไม่ใช่จากเว็บไซต์อื่นลิงค์เข้ามายังอีกเว็บไซต์หนึ่ง ซึ่งวิธีการทำรูปแบบนี้ปัจจุบันกลับได้ผลดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างเช่นเรามีบทความเนื้อหาเกี่ยวกับ SEO แล้วมีการทำลิงค์คำว่า SEO ไปยังอีกหนึ่งบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับข้องกัน หน้าที่มีลิงค์ไปหา อาจจะติดอันดับขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติได้เลย ไม่จำกัดว่าจะเป็นคำค้นหาหลักหรือคำค้นหายย่อย

SEO 2017 มีแนวทางอย่างไรเรื่อง PBN

ปัจจุบันนี้พูดตรงตรงก็คือ Google เริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ออนเพจมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในเรื่องของเน็ตเวิร์คส่วนตัวยังมีความจำเป็นอยู่บ้าง เพียงแค่เราอาจจะลดต้นทุนลงมาได้ค่อนข้างเยอะจากเมื่อก่อนการที่จะดันคีย์เวิร์ด A ต้องใช้ลิ้งจาก PBN ประมาณ 100 โดเมน แต่ปัจจุบันอาจจะใช้แค่ 20 โดเมน สังเกตได้จากการไปสปายกลุ่มคำค้นหาที่คู่แข่งเยอะ ผลบอลสด เกมส์ ดูทีวีออนไลน์ พวกนี้หลายเว็บที่ติดหน้าแรกไม่ได้มีแหล่งลิงค์เยอะ ก็จะทำให้เราประหยัดต้นทุนไปได้ค่อนข้างเยอะพอสมควรเลยทีเดียวหากว่าเราเป็นนัก SEO ที่รู้จักบริหารเรื่องเงิน สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างมาก เราควรจะศึกษาออนเพจทำให้มันดีตั้งแต่ในระดับพื้นฐาน ให้เว็บไซต์เรามีพื้นฐานเรื่องอันดับเว็บที่ดี ส่วนเรื่องลิงค์นั้นเป็นปัจจัยภายนอก ซึ่งเราก็สามารถหามาได้เติมเต็มอยู่ตลอดในระดับที่เหมาะสม เพียงแค่นี้อันดับเว็บไซต์ของเราก็จะมั่นคงแล้ว

ต้องการเป็นนักทำอันดับเว็บไซต์ที่ดี การทำ SEO 2017 ต้องหาความรู้อยู่สม่ำเสมอ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามกลไกการจัดอันดับ รับรองว่าอาชีพนี้จะตอบโจทย์เราและพาเรามีเงินเก็บไปได้อย่างต่อเนื่องแน่นอน ตราบที่คนอย่างนิยมการค้นหาผ่านเว็บไซต์อยู่

SEO 2017 PBN ยังใช้ได้อยู่ไหม ?

ในแต่ละปีจะมีการอัพเดทอัลกอริทึมของ Google อยู่ตลอดเวลา บางช่วงก็จะมีการส่งผลว่า บล็อกเน็ตเวิรคส่วนตัวอาจจะส่งผลเรื่องของอันดับได้ไม่ดีนัก แต่ในบางช่วงก็จะส่งผลดีอย่างมากหากได้รับแบคลิ้งค์จาก PBN หรือก็คือเน็ตเวิร์คส่วนตัวนั่นเอง ทีนี้ในปี 2017 แต่ละช่วงก็จะมีการเปลี่ยนแปลงของอันดับอยู่ตลอดเวลาทำให้นักทำ SEO บางคนเริ่มสงสัยว่าการใช้เน็ตเวิร์คส่วนตัวดันอันดับยังสามารถทำได้หรือไม่ แล้วคุ้มค่ามากแค่ไหนกับการลงทุนที่จะสร้างเน็ตเวิร์คเป็นหลาย 100 โดเมน เพราะการลงทุนสร้างบล็อกเครือข่ายส่วนตัวแต่ละครั้งอาจจะใช้เงินหลักแสนหรือหากสร้างหลาย 100 โดเมนก็อาจจะต้องเสียงเงินเกือบ 1,000,000 ต่อปีเลยก็ว่าได้ อยู่ที่คุณภาพของโดเมนที่เรานำมาสร้างเป็นบล็อกเน็ตเวิร์คนั่นเอง

ต้องบอกตามตรงว่าปัจจุบันการใช้เน็ตเวิร์คส่วนตัวยังคงดันอันดับได้อยู่เหมือนเดิม แถมอาจจะส่งผลดีซะด้วยซ้ำหากว่า PBN เหล่านั้นได้ใช้ Hosting จากกลุ่มที่เป็น Cloud Server จุดนี้เป็นจุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจโฮสติ้งทั่วโลกเมื่อระบบ Cloud Server ถูกนำมาใช้จนเป็นที่นิยมของนักทำเว็บไซต์ทั่วไป การที่เราสร้างบล็อกเน็ตเวิร์คอยู่บนการเช่า host เซิร์ฟเวอร์ที่เป็นระบบคลาวย่อมส่งผลดีมาก กว่าซึ่งผู้เขียนเองได้ลองทดสอบในการทำอันดับมาแล้ว

อย่าลืมเรื่อง Footprint พื้นฐานของ PBN

แต่ในทางกลับกันก็จำเป็นที่จะต้องสร้างบล็อกของเราให้ไม่ทิ้งรอยเท้าไม่ให้บอทของ Google สามารถตรวจสอบได้ว่ามีลิงค์เชื่อมโยงหากันไปยังเว็บไซต์เดียวกันเยอะเกินไป จนในที่สุดก็จะโดน Google DeIndex ได้ง่าย ที่สำคัญ การสร้างเนื้อหาของบล็อกให้อยู่ในรูปแบบเกี่ยวพันกับเนื้อหาเว็บไซต์ไปทางที่เราจะเชื่อมโยงไปย่อมส่งผลดีกว่าการสร้างบล็อกที่มีเนื้อหาทั่วไปไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเว็บไซต์ปลายทางของเรา จุดนี้ยังคงใช้ได้ดีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่สำคัญคือต้องไม่ทิ้ง Footprint ให้ Google สามารถติดตามได้

การสร้าง PBN ก็คือการสร้างเว็บไซต์ขนาดย่อม หากเนื้อหาของบล็อกเรามีประโยชน์ต่อผู้อ่านสร้างได้เหมือนกับมินิบล็อคขนาดเล็ก มีคนสนใจ มีการให้ความเห็นอยู่ต่อเนื่อง ก็เปรียบเสมือนว่าเว็บบล็อกของเราเว็บนั้นแทบจะไม่มีโอกาสจะโดน Google แบนได้เลย แต่หากว่าเป็นเนื้อหาที่ไร้ประโยชน์มีการสปินเปลี่ยนบทความมาใช้ การที่ Robots Google จะตรวจสอบก็คงไม่ยากเกินกำลัง และท้ายที่สุดเราก็จะเป็นคนขาดทุน ดังนั้นในปี 2017 การใช้ PBN ยังคงทำมันดับได้ดีเหมือนเดิม และเราต้องไม่ลืมเรื่องการไม่ทิ้งรอยเท้าให้โดนตรวจสอบได้ง่าย เพียงแค่นี้ การทำอันดับ SEO ก็ไม่ยากเกินกำลังอีกต่อไป

ปัญหาของการสร้าง SEO Backlinks จากเน็ตเวิร์คแล้วมักจะโดนแบน

นักทำ SEO สายใจร้อนคงจะปฏิเสธเรื่องนี้กันไม่ได้แน่นอน จริงๆก็ไม่ใช่แค่นักทำ SEO ที่อารมณ์ร้อนง่ายเท่านั้น ยังรวมไปถึงมือใหม่หัดทำ SEO อีกด้วย การออกแบบเน็ตเวิร์คนั้นค่อนข้างมีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะใช้เป็นฐานลิงค์ไว้ส่งข้อมูลเข้าเว็บไซต์ทำเงิน หากแหล่ง Backlinks นั้นมีคุณภาพ มากจากเว็บ Blog ขนาดเล็กหรือมาจากแหล่งเว็บบันเทิงขนาดใหญ่ก็ตาม ขอแค่เป็นเว็บที่โตอย่างธรรมชาติและไม่เข้าข่ายการสแปม ลิงค์เหล่านั้นล้วนถือว่าสำคัญต่อการทำ SEO ทั้งสิ้น ข้อสำคัญในการสร้าง Backlinks ที่ดีให้กับเว็บไซต์เป้าหมายของเรา นั่นคือลิงค์เหล่านั้นควรจะต้องเป็นลิงค์ที่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาเว็บไซต์ปลายทาง หรือถ้าเป็นลิงค์จากเว็บที่เกี่ยวข้องกันโดยตรงได้ก็ยิ่งเป็นเรื่องดีมาก เพราะมันมีความสอดคล้องของเรื่องราว Google ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี ใครที่มีประสบการณ์ทำ SEO มายาวนานจะรู้ดีว่าความสำคัญของเนื้อหาจากเว็บปลายทางและเว็บต้นทาง จะมีส่วนช่วยให้การทำ SEO ง่ายขึ้นในระยะยาว ทนทานต่อการปรับเปลี่ยนอัลกอริทึ่มทุกไตรมาส

ผู้ให้บริการรับทำ SEO หน้าใหม่หลายคนจะพยายามเสาะหาวิธีใหม่ๆที่ทำแล้วอันดับขึ้นไว ทางลัดต่างๆ ซึ่งเข้าข่าย SEO Black Hat ถามว่ามันมีข้อดีไหมก็ต้องบอกว่ามี คือบางทีอาจจะทำอันดับได้ไว ง่ายกว่า ประหยัดต้นทุนเมื่อเทียบกับการทำ SEO สายคุณภาพ แบบ ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ การทำ Black Hat ในรูปแบบการสแปมลิงค์และถัวเฉลี่ยเว็บทำอันดับได้กับโดนเก็บทิ้งไป ก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย เป็นช่องโหว่เล็กๆสำหรับสายดำในเวลานี้พี่พอจะทำกินได้ แต่ในอนาคตเว็บที่กำลังทำ SEO โดยวิธีสแปมลิ้งอยู่ก็จะต้องโดนเก็บไป วิธีดันอันดับที่มั่นคงที่สุดในกรณีของ Off Page นั่นคือการใช้เน็ตเวิร์คส่วนตัวมาช่วยดันอันดับ วิธีนี้จะช่วยดันอันดับได้ดีไม่น้อยแต่ต้องรู้จักสร้างความหลากหลายและใจเย็นให้ได้พอสมควร เน็ตเวิร์คที่มักจะโดนแบนก็เพราะว่ามีการใส่ลิงค์เข้าไปเยอะมากเกินเมื่อเทียบกับจำนวนบทความหรือเนื้อหาที่มีในเว็บเน็ตเวิร์คนั้นๆ หรือไม่ก็มีการทิ้งรอยเท้าเด่นชัดให้ตรวจสอบได้ง่ายทั้งบอท Google และผู้ตรวจสอบจากทางทีมงาน Google

วิธีเลี่ยงไม่ให้เน็ตเวิร์คโดนแบนเบื้องต้น

  • ทำลิงค์ออกให้หลากหลาย
  • อย่าทำลิงค์ออกซ้ำๆกันในทุกเว็บเน็ตเวิร์ค
  • วางแต่ละเว็บไว้ต่าง Location กันอย่างชัดเจน
  • ปกปิดรอยเท้าต่างๆที่สามารถตามได้ง่าย

จริงๆทาง Annugraphix.com ได้มีการเขียนบทความเหล่านี้ไว้เยอะพอสมควรแล้ว เพื่อนๆที่หัดทำ SEO ด้วยวิธีการดันจากเน็ตเวิร์คส่วนตัว สามารถลองไล่อ่านดูได้เลย นอกจากนี้ เคล็ดลับการดันอันดับที่ดีอีกข้อนึงคือการจดชื่อโดเมนเป็นคีย์เวิร์ด เช่นถ้าเราต้องการทำคีย์เวิร์ค FIFA55 การจดโดเมน www.fifa55.com ก็ย่อมดีกว่าการจดโดเมน www.lenball55.com เพราะชื่อโดเมนมีส่งสำคัญไม่น้อยที่จะบ่งบอก Google ว่าเว็บของเราเกี่ยวกับอะไร แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดเช่นกัน ถึงจะจดโดเมนไม่ตรงคีย์เป๊ะก็ไม่ใช่ว่าจะทำอันดับไม่ได้ ค่อยทำไปเรื่อยๆเดี๋ยวมันก็มาเองแหละถ้าเรามีความเข้าใจและตั้งใจที่จะทำให้เว็บไซต์เป้าหมายมีอันดับดีขึ้น

ทำ PBN ให้มีพลังด้าน SEO สูงสุด

บทความก่อนหน้าในเว็บแห่งนี้ ได้มีการพูดถึงเรื่องของเน็ตเวิร์คบล็อกที่สร้างในรูปแบบ Relevance ไปบ้างแล้ว เพื่อให้มือใหม่สามารถมองเห็นภาพได้ดีขึ้น บทความนี้เราจะมาอธิบายเพิ่มเติมกันอีกสักนิดเกี่ยวกับเรื่องของ Relevance Private Blog Network สำหรับจุดเด่นของการสร้างบล็อกเน็ตเวิร์คที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียว มันเปรียบเหมือนกับว่า เว็บบล็อกของเหล่านั้น มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เช่น เราขายเครื่องเพชร แหวนเพชรราคาถูก แน่นอนว่าเว็บไซต์ทำเงินของเราก็ต้องเกี่ยวกับกิจการขายเพชร และหากเราสร้าง Private Blog Network ขึ้นมาสักจำนวนหนึ่ง โดยแต่ละบล็อกมีเรื่องราวเกี่ยวกับเพชรโดยตรง เวลา Search Engine อย่าง Google เข้ามาเก็บข้อมูล บอทของ Search Engine จะรู้ว่าเรื่องราวของแต่ละบล็อกเกี่ยวข้องกับเรื่องราวอะไร และหากเห็นว่ากลุ่ม PBN ของเรานี้ มีการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ขายแหวนเพชรของเรา จะทำให้ Search Engine มองว่าเว็บไซต์ขายแหวนเพชรของเรามีแหล่งการเชื่อมโยงของลิงค์ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์โดยตรง ผลที่ตามมาคืออันดับของเว็บไซต์เราจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

PBN ทั้งแบบ General และแบบ Relevance

ข้อเสียของการทำ PBN ในรูปแบบ Relevance Blog ก็คือมันจะมีต้นทุนสูงกว่าเยอะมากถ้าเทียบในจำนวนโดเมนเท่ากันที่สร้าง PBN ในรูปแบบของ Blog เรื่องราวทั่วไปไม่ได้เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดีและเสียในทั้ง 2 แบบ อยู่ที่เรามีความต้องการสร้างแบบไหนซะมากกว่า ถ้าเป็นกรณีที่เราทำกิจการเพียงอย่างเดียว หรือหลายกิจการแต่ทุกกิจการมีความเกี่ยวข้องกัน ยกตัวอย่าง กิจการแรกทำเว็บการพนันกลุ่มของ ทางเข้า Gclub ส่วนกิจการที่สองทำเว็บไซต์กลุ่มพนันเช่นกัน แต่เป็นกลุ่มของ W88 ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ก็อยู่ในเรื่องของการพนันออนไลน์เหมือนกัน การสร้าง Private Blog Network ในรูปแบบ Relevance จะมีประโยชน์กว่า

แต่ในทางกลับกัน ถ้าทำกิจการแรกทำเว็บเกี่ยวกับแหวนเพชร ส่วนอีกกิจการขายอาหารเสริมความงาม ถ้าแต่ละกิจการต่างกลุ่มกัน ควรสร้าง Private Blog Network ที่เป็นแบบทั่วไป (General) เพื่อให้สามารถสร้างการเชื่อมโยงลิงค์ไปยังเว็บของทั้งสองกิจการได้ หากเราทำ PBN แยกวงออกมาให้แต่ละกิจการ อย่าทำเว็บ หนังเอ็กซ์ ก็ทำวงแยกออกมา จะทำให้เปลืองเงินมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว เมื่อผลลัพธ์ต่างกันไม่เยอะมาก เราก็ไม่จำเป็นต้องสร้างแยกวง แต่อาจจะเอาเงินที่กะจะสร้างแยกวงมาเพิ่มจำนวนโดเมนและใช้วงเดียวร่วมกันจะดีกว่า

ความจำเป็นของ Private Blog Network ต่องาน SEO

ช่วงหลังมานี้ ในเว็บความรู้ SEO หลายแห่งไม่ค่อยได้มีการพูดถึงเรื่อง PBN สักเท่าไหร่ เรายังจำสมัยที่เราเริ่มเข้าวงการใหม่ๆได้หรือไม่ ตัวเราเองก็เห็นพวกเทพๆชอบพูดคุยกันว่าใช้ PBN ดันอันดับเว็บ ตอนนั้นจำได้เลยว่าผู้เขียนเองคิดว่า PBN นี่มันต้องเป็นอะไรที่ยุ่งยากมากๆ เป็นคำสั้นๆที่ได้เห็นเซียน SEO พูดถึงกันอยู่บ่อย แต่ไม่มีใครออกมาสอนเป็นเรื่องราวสักที จนวันนึงก็ศึกษาจนพบว่ามันก็แค่การสร้างเว็บของตนเองเพิ่ม เพื่อไว้เป็นแหล่งส่งลิงค์ไปยังเว็บทำเงินของเราแค่นั้นเอง และบ่อยครั้งที่ได้รับคำถามจากสมาชิกหน้าใหม่หลายๆคนก็ชอบถามว่า “PBN คืออะไร” ซึ่งถ้าเพื่อนๆได้อ่านเนื้อหาเว็บนี้ในบทความแรกก็คงจะทราบกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คำถามต่อมาของสมาชิกหน้าใหม่คือ “เราจำเป็นต้องมี PBN หรือไม่” คำถามนี้เจอเยอะเหมือนกัน ถ้ามองถึงความจำเป็น การที่เราสร้างเน็ตเวิร์คบล็อกส่วนตัวขึ้นมาหลายๆโดเมนเพื่อใช้ดันอันดับ ก็อาจไม่ได้จำเป็นเสมอไป หากว่าเราทำเว็บไซต์หารายได้แค่เว็บเดียว และลงแข่งขันในกลุ่มคีย์เวิร์ดที่ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก ก็ไม่จำเป็นต้องประมูลโดเมนมาสร้างเครือข่ายบล็อกส่วนตัวเพิ่มเลย มันอาจจะไม่ค่อยคุ้มสักเท่าไหร่เมื่อเทียบกับรายได้จากการติดอันดับของเว็บไซต์เรา ถ้าเป็นคีย์ย่อยๆที่คู่แข่งน้อย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีกำไรหวือหวามากนัก กำไรของเราอาจไปจมอยู่กับ Private Blog Network ก็เป็นได้ ถ้าเราไม่ได้สร้าง PBN ของตนเองขึ้นมา แหล่ง Backlinks ที่จะใช้ส่งเข้าเว็บของเราก็คือพวกเว็บฟรีนี่แหละ สมัยนี้เว็บไซต์มีมากขึ้นเรื่อยๆ เราสามารถเข้าไปเสาะหาแหล่งฝากลิงค์ย้อนกลับจากเว็บที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของเราได้เยอะพอสมควร เพียงแต่เราจะไม่สามารถควบคุมลิงค์ให้คงอยู่ได้ เพราะเว็บที่ไปฝากลิงค์ไม่ใช่เว็บของเรา หากเว็บไซต์ล่มหรือปิดตัวไป เราก็ต้องไปหาแหล่งฝากลิงค์อื่นเพื่อชดเชยลิงค์ที่เสียไปแทน

ในทางกลับกัน หากเราต้องการทำเงินจากการทำ SEO ในกลุ่มคีย์เวิร์ดแข็งแกร่ง ปริมาณคู่แข่งเยอะ ก็ควรจะมีการทำ Private Blog Network ไว้ด้วยบ้าง แน่นอนว่าเราจะควบคุมคุณภาพลิงค์ได้ดีกว่าการใช้แต่ของฟรี หากเทียบกันระหว่างลิงค์จากหน้าแรกของโดเมนคุณภาพ ( มาจากการสร้าง PBN แล้วเอาลิงค์เว็บไซต์ทำเงินเรามาติด ) กับลิงค์จากหน้าภายในต่างๆของโดเมนคุณภาพ ( มาจากการหาแหล่งทำลิงค์ฟรีจากโดเมนคุณภาพของคนอื่น ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ได้ลิงค์จากหน้าแรก แต่จะได้จากหน้าภายในต่างๆแทน ) ความแรงจะต่างกันมากพอสมควร และถ้าเราคิดจะทำลิงค์จากเว็บฟรีเยอะๆเพื่อให้เทียบความแรงจากลิงค์ PBN เว็บไซต์ของเราอาจจะโดนมองว่าเข้าข่ายสแปมได้ เพราะได้รับลิงค์จากหลายโดเมนมากเกินไป

เริ่มต้นแบบประหยัด ใช้วิธีเช่า Homepage Links

หากทุนมีจำกัด แต่อยากได้ลิงค์คุณภาพเข้าเว็บไซต์ทำเงินของเรา อีกวิธีที่จะตอบโจทย์ได้ดีคือการหาเช่าลิงค์จากผู้ให้บริการรับทำ SEO ปัจจุบันจะมีผู้ให้บริการ SEO บางคนที่เปิดใช้เช่าลิงค์คุณภาพ ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าการลงทุนซื้อโดเมนมาสร้าง Private Blog Network ของตนเองหลายเท่าตัวเลย ทั้งนี้ หากเรามีเว็บไซต์ทำเงินเยอะเกิน อาจจะสัก 5-6 เว็บไซต์ที่ต้องการลิงค์คุณภาพ การซื้อโดเมนมาสร้าง PBN เองอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า การเช่า Homepage Links จะเหมาะในกรณีที่เรามีเว็บไซต์ทำเงินไม่เยอะ เพราะค่าเช่าลิงค์จะถูกกว่าสร้างเอง หรือไม่ก็คนที่ขี้เกียจมานั่งสร้างเอง ขี้เกียจมาลงบทความให้ Blog Network จะใช้วิธีเช่าลิงค์แทนก็ได้

ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง PBN ไว้ใช้งานเอง การทำลิงค์ย้อนกลับจากเว็บฟรีต่างๆ หรือการหาเช่าลิงค์จากโดเมนคุณภาพ อันดับจะดีขึ้นหรือแย่ลงก็ต้องอยู่ที่ความเข้าใจในการทำ SEO ของตัวเราเองด้วย หากเราศึกษาและทดลองทำจนเข้าใจกระบวนการ SEO อย่างถูกต้อง ก็สามารถเลือกการสร้างลิงค์ในรูปแบบที่ต้องการได้เลย แต่หากเรายังไม่เข้าใจ SEO อย่างถูกต้อง เห็นคนอื่นทำเลยอาจทำบ้างเฉยๆ ก็อย่าพึ่งลงทุนสร้าง PBN เราอาจเสียเงินแทนจะได้เงิน ลองผิดลองถูกในวิธีที่ไม่ต้องเสียเงินเยอะให้เข้าใจหลักการ SEO ที่ถูกต้องเสียก่อนค่อยมาเริ่มลงทุนในระดับที่สูงขึ้นน่าจะเหมาะสมกว่า

Relevance PBN VS General PBN

มีเพื่อนๆในวงการ SEO บ้านเราถามผมเยอะมากเรื่องของการสร้างบล็อกเน็ตเวิร์คส่วนตัว เราควรจะสร้างบล็อกที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรดีที่เราจะได้ประโยชน์ในการใช้งานสูงสุดในการใช้เป็นแหล่งส่ง Backlinks ไปยังเว็บสร้างรายได้ของเรา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรเลย เราต้องดูความพร้อมของตัวเราเองก่อนว่าเงินทุนที่จะนำมาสร้างบล็อกเน็ตเวิร์คมีงบลงทุนใช้เท่าไหร่ สร้างเน็ตเวิร์คทั้งหมดกี่โดเมน หากเรามีการวางแผนมาเป็นอย่างดีแล้ว เราจะสามารถแบ่งสัดส่วนระหว่าง Relevance PBN และ General PBN ได้ไม่ยาก

Relevance PBN & General PBN คืออะไร ?

สำหรับคำว่า Relevance หากแปลคำศัพท์นี้เป็นภาษาไทย จะหมายถึงความสัมพันธ์กัน ในเชิง SEO จะแปลว่าการที่เราซื้อโดเมนมาสร้างบล็อกเน็ตเวิร์คส่วนตัว โดยเนื้อหาของบล็อกจะเขียนให้มีเรื่องราวสัมพันธ์กับเว็บไซต์ทำเงินของเรา หากเราทำเว็บการขายกระเป๋าแฟชั่น กระเป๋าสตางค์ ในแต่ละโดเมนที่เป็นบล็อกเน็ตเวิร์คก็จะมีการเขียนเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับกระเป๋า โดเมนแรกอาจจะเขียนเกี่ยวกับวิธีทำกระเป๋าด้วยตัวเอง โดเมนที่สองอาจจะเป็นเขียนเป็นแหล่งช็อปปิ้งกระเป๋าราคาถูกจากทั่วโลก อะไรแบบนี้เป็นต้น แต่คราวนี้มันมีปัญหาอยู่ที่ว่า หากเราจะสร้าง Private Blog Network จำนวนมาก อาจจะสัก 50 โดเมน และเว็บไซต์ทำเงินของเราเป็นเรื่องราวของกระเป๋า ซึ่งไม่ใช่คีย์เวิร์ดที่เป็นคำกว้าง การจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับกระเป๋าให้แตกออกได้ถึง 50 รูปแบบที่มีเนื้อหาแยกกันชัดเจนตามจำนวนโดเมนที่ต้องการสร้าง ถือว่าเป็นเรื่องยากพอสมควร เวลาเขียนเนื้อหาไปสักพักในเรื่องเดิมๆ สมองเราจะเริ่มตัน หรือต่อให้จ้างเขียน บทความที่ได้มาก็คงมีเรื่องราวไม่ได้แตกต่างจากที่เราเขียนมากนัก มันจะกลายเป็นว่า แต่ละโดเมนไม่สามารถแยกรูปแบบเฉพาะเรื่องออกจากกันได้เท่าที่ควรจะเป็น มันกลับมีเนื้อหาคล้ายๆกันแทนในทุกบล็อก

หากเป็นแบบนี้ เราควรจะแบ่งสัดส่วนของการสร้างเน็ตเวิร์คส่วนตัวให้ดีเสียก่อนเริ่มต้นทำ ถ้าไม่วางแผนตั้งแต่ก่อนเริ่ม เขียนไปก่อนรอสมองตัน พอมันตันในเรื่องนั้นๆแล้วมันจะแก้ไขลำบาก อย่าลืมว่าเน็ตเวิร์คส่วนตัวของเราไม่ได้เขียนแค่บทความเดียวแล้วจบ แต่ต้องเขียนเนื้อหาเลี้ยงบล็อกของเราอย่างต่อเนื่องให้เปรียบเหมือนมันเป็นเว็บไซต์ทั่วๆไปด้วย ถ้าเราทำเรื่องเกี่ยวกับกระเป๋า อาจจะแบ่งเป็นทำ Relevance PBN สัก 10 โดเมนก็พอ โดเมนแรกเขียนเกี่ยวกับกระเป๋าเป้ โดเมนสองเขียนกระเป๋าถือ โดเมนสามเขียนกระเป๋าแฟชั่น ไปเรื่อยๆให้แต่ละโดเมนมีเนื้อหาแยกออกจากกันแม้จะอยู่ในหมวดหมู่กระเป๋าเหมือนกันแบบนี้เป็นต้น

เราไม่จำเป็นต้องขายกระเป๋าทุกรูปแบบตามเนื้อหาที่เขียนลง PBN นะครับ อาจจะขายแค่กระเป๋าสตางค์ แต่เนื้อหาที่ให้เขียนแยกรูปแบบกระเป๋ากันไว้ในแต่ละโดเมนที่เป็นบล็อกเน็ตเวิร์ค เพราะถ้าเราเขียนทุกโดเมนให้เกี่ยวกับกระเป๋าสตางค์ทั้งหมดมันก็จะเขียนงานลำบาก และกลายเป็นแต่ละเว็บมันจะมีหัวข้อคล้ายๆกัน เหมือนเว็บ B ไป Copy บทความเว็บ A มาปรับแต่งอะไรแบบนี้ คงไม่ใช่เรื่องดีนัก แยกเขียนคนละรูปแบบในหมวดเดียวกันน่าจะเป็นวิธีการทำที่ง่ายกว่าในระยะยาว เมื่อ 10 โดเมนเราถูกสร้างเป็น Relevance PBN เรียบร้อย ที่เหลือเราก็สามารถสร้างเป็น General PBN ได้ มันหมายถึงการสร้างบล็อกของเราให้มีเรื่องขาวทั่วๆไป ไม่ได้จำกัดเรื่องที่จะต้องสัมพันธ์กับเว็บทำเงินของเรา คราวนี้การเขียนบทความก็จะง่ายขึ้นมาก มีตั้งหลายเรื่องที่เราสามารถหยิบมาเขียนในแต่ละเว็บบล็อกของเราได้

ทำไมไม่สร้าง General PBN ทั้งหมดไปเลยล่ะ ?

ในความเข้าใจของผู้ทำ SEO หลายๆคนรวมถึงตัวผู้เขียนเอง ได้ศึกษาและทดลองมาจนพบคำตอบว่า Backlinks ย้อนกลับที่จะส่งผลดีกับเว็บไซต์ทำเงินของเรามากที่สุด นอกจากจะมาจากโดเมนคุณภาพแล้ว หากเว็บแห่งนั้นมีเรื่องราวของเว็บโดยรวมเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ทำเงินของเราโดยตรง มันจะส่งผลดีขึ้นมากกว่าได้ลิงค์ย้อนกลับจากโดเมนคุณภาพ แต่เนื้อหาไม่ได้สัมพันธ์กับเว็บของเราโดยตรง เรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยาก ไม่ใช่แค่ในมุมมองของผู้ให้บริการ Search Engine มองฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่ในมุมมองของเราด้วย ลองคิดหลักธรรมชาติทั่วๆไป ถ้าเว็บเราได้รับ Backlinks จากเว็บที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กัน ย่อมเป็นตัวบ่งบอกว่าเว็บของเราเป็นที่ยอมรับในตลาดกลุ่มนั้น และหาก Backlinks ที่ได้ มาจากโดมเมนคุณภาพหลายโดเมนที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กับเว็บของเรา ก็ยิ่งเป็นตัวการันตีความน่าเชื่อถือให้เว็บของเราในตลาดกลุ่มนั้นอีกด้วย ทำให้อันดับเว็บไซต์จะขยับขึ้นดีกว่าปกติมาก พอจะมองภาพออกกันไม่เอ่ย…

แต่หากเราทำโดยใช้คีย์เวิร์ดเฉพาะทาง อย่าง เว็บดูบอลสด มันเป็นเรื่องยากที่จะให้มานั่งสร้างความแตกต่างของเนื้อหาให้แต่ละโดเมนโดยต้องจัดให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน หากมันลำบากนักในการดูแลและคิดบทความ ก็ให้สร้างบางส่วนเป็นบล็อกเรื่องราวทั่วไป แล้วสร้างบล็อกที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กับโดเมนของเราในปริมาณที่เราพอจะสร้างได้ก็พอ ไม่ต้องไปฝืนมันทั้งหมดขนาดนั้น รวมๆก็จะช่วยเรื่องอันดับให้ดีขึ้นอยู่แล้วถ้าโดเมนที่นำมาสร้าง PBN เป็นโดเมนมีคุณภาพ พวกที่ทำแบบ Relevance PBN ได้เยอะ จะต้องเป็นคีย์เวิร์ดที่ค่อนข้างกว้างสักหน่อย เช่นทำเว็บเกี่ยวกับฟุตบอล แต่ละบล็อกเน็ตเวิร์คก็สร้างเป็นข่าวสารของแต่ละทีมฟุตบอลแยกกันเลยก็ได้ ถ้าเราตามข่าวสารฟุตบอลด้วยก็เขียนชิวๆสบายเลยแบบนั้น หรืออย่างพวกเว็บดูหนัง แต่ละบล็อกเน็ตเวิร์คก็สร้างเป็นหนังแต่ละหมวดหมู่แยกกัน หรือจะแยกเรื่องของแต่ละบล็อกจากผู้กำกับหนังแต่ละคนก็ยังได้ ถ้าเราทำคีย์เวิร์ดเฉพาะทางจริงๆและต้องการสร้างเน็ตเวิร์คหลายโดเมน ก็ทำทั้ง Relevance PBN และ General PBN ปนกันนั่นแหละดีแล้ว

Footprint สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดในการทำ PBN

ไม่มีอะไรที่น่าคำนึงถึงไปมากกว่าเรื่องของ Footprint อีกแล้วสำหรับการสร้าง Private Blog Network หากเราสร้างโดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้ ต่อให้ลงทุนเป็นแสนก็อาจจะสูญเปล่าวได้ในชั่วข้ามคืนเดียว คืนนี้นอนหลับฝันดี แต่พรุ่งนี้ตื่นมา Private Blog Network ของเราอาจจะโดน Deindex จนหมดเลยก็ได้ ถ้าเจอสภาวะแบบนี้ต้องน้ำตาซึมกันหลายคนแน่นอน กว่าจะเลือกซื้อโดเมนแต่ละเว็บมาได้ กว่าจะเขียนบทความลง Blog และปรับแต่งลูกเล่นอื่นๆให้ Blog ดูดี อารมณ์คงประมาณเล่นหุ้นเก็งกำไรแล้วขาดทุนจนหมดตัวนั่นแหละ นี่จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามหากคิดจะทำเน็ตเวิร์คไว้ดัน SEO เป็นของตนเอง

Footprint คืออะไร ?

ถ้าแปลตรงตัวในภาษาไทย มันก็คือรอยเท้า ในทาง SEO จะหมายถึงการทิ้งร่องรอยให้ Search Engine สามารถตามข้อมูลเราได้และรู้ว่าแต่ละ Blog ที่มีการลิงค์ไปยัง Money Site มันไม่ใช่ Blog ที่มีคุณภาพ แต่เหมือนจงใจสร้างลิงค์ของตัวเอง ( มันก็ใช่ไง.. ) หาก Search Engine ตามร่องรอยแล้วพบข้อมูลว่าเป็นกลุ่ม Blog ที่เหมือนกับสร้างเพื่อโยงลิงค์ของตนเอง Search Engine ก็จะทำการ Deindex ชุด Blog เหล่านั้นในทันที หากเราทำเน็ตเวิร์คเป็น 100 โดเมน รับรองว่าคงสาปแช่งผู้ให้บริการเว็บค้นหาแน่นอน จุกหนักเป็นเงินหลายแสน บางคนซื้อโดเมนประมูลราคาสูงๆมา โดเมนละหลายหมื่น แต่ดันมาพลาดท่าเรื่องของการทิ้งรอยเท้าให้ตามได้ คงต้องได้ร้องไห้ไปหลายวันแน่นอน

ทำไม Search Engine ต้องแบน PBN ด้วยล่ะ ?

สำหรับคนหน้าใหม่พึ่งหัดทำ SEO อาจจะมีข้อสงสัย ก็ในเมื่อ Blog ที่เราสร้างขึ้นมันก็เปรียบเหมือนเว็บทั่วไปไม่ใช่หรอ.. ทำไมต้องแบนด้วย ทั้งๆที่ตามหลักแล้ว 1 คนก็สามารถมีได้หลายโดเมนอยู่แล้ว ประเด็นมันอยู่ที่ว่า หลักของ Search Engine ไม่ได้สนับสนุนวิธีการทำลิงค์ด้วยตนเอง พื้นฐานดั้งเดิมคือ หากเว็บเรามีความน่าสนใจ ก็จะมีเจ้าของเว็บอื่นนำเว็บเราไปทำลิงค์ให้เองอยู่แล้ว การทำลิงค์ด้วยตนเองจึงเหมือนการพยายามที่จะโกงอันดับ แต่วงการ SEO ก็ได้มีการทำลิงค์เองจนเคยชินแล้ว เพราะเจ้าของเว็บสมัยนี้มักขี้เหนียวการทำลิงค์ออก ต่อให้เขียนบทความดีแค่ไหน จำนวนการทำลิงค์ย้อนกลับที่จะได้รับก็น้อยกว่าแต่ก่อนมาก ส่วนใหญ่ให้เครดิตโดยวิธีทำลิงค์ตาย ( คือการใส่แค่ชื่อโดเมนของเราเป็นข้อความธรรมดา ไม่ได้ทำเป็นลิงค์ ) เราจึงต้องพยายามที่จะสร้างลิงค์ด้วยตนเองเข้าช่วย ไม่งั้นกว่าเว็บจะมีอันดับคงต้องรอนานแสนนานแน่นอน เพราะเรื่อง Backlinks ยังถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยในเรื่องของ SEO

สำหรับผู้ให้บริการ Search Engine ที่มักจะคอยจัดการพวกเน็ตเวิร์คของนักทำ SEO อยู่เสมอ คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Google เราจะเห็นข่าวสารวงการ SEO เป็นระยะเกี่ยวกับการลงดาบ Deindex พวก PBN วงใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ที่โดนแบนยกวงจะมาการการตรวจสอบโดยบุคคลของทาง Google ไม่ใช่บอท ถ้าเราปกปิด Footprint เป็นอย่างดี บอทก็ยากที่จะจัดการเน็ตเวิร์คของเรา แต่ถ้าเป็นคนมาตรวจสอบ เนียนแค่ไหนก็โดนได้ง่ายๆ ของแบบนี้อยู่ที่ดวงแล้วล่ะ เอาเป็นว่าเราก็ปกปิดร่องรอยเท่าที่เราทำได้ โอกาสที่จะเจอคนของ Google เข้ามาตรวจสอบนั้นค่อนข้างเป็นไปได้ยากถ้าวงเน็ตเวิร์คเราไม่ได้ใหญ่หรือเด่นจนสะดุดตา พวก PBN วงใหญ่ที่ทำเกี่ยวกับแนว SBOBET ก็จะมีป้องกันเรื่องพวกนี้ไว้อยู่แล้ว ซึ่งกลุ่มนี้ปกติเขาจะจ้างนักทำ SEO เซียนๆมาคอยดูแลอยู่ตลอด

ร่องรอยอะไรบ้างที่เราควรปกปิดข้อมูล

พื้นฐานของการทำแต่ละ Blog คือเราจะต้องให้มันมีความหลากหลาย เขียนเรื่องราวที่ต่างกัน ผู้เขียนเคยเห็นเน็ตเวิร์คของนักทำ SEO บางคนที่มีหลายสิบโดเมน แต่ละโดเมนเลือกที่จะโพสบทความเดียวกัน ใช้ธีมหน้าตาเหมือนกัน ทำลิงค์ออกตำแหน่งเดียวกันและไปยังเว็บเดียวกัน แบบนี้ถ้าวงเล็กก็อาจจะไม่โดน แต่ถ้าวงใหญ่ขึ้นมารับรองว่าได้ร้องไห้เสียใจแน่นอน เพราะมันไม่มีความหลากหลายและเป็นธรรมชาติเอาเสียเลย เหมือนนั่งนับวันถอยหลังเพื่อให้เน็ตเวิร์คตัวเองโดน Search Engine จัดการ ดังนั้น การทำให้ถูกวิธี แต่ละ Blog ก็ควรจะมีเรื่องราวเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไป ถ้าเน็ตเวิร์คของเรามีหลายโดเมน ก็ควรใข้โครงสร้างเว็บที่ต่างกันด้วย เช่น SMF, WordPress, Joomla ปนกัน หรือถ้าไม่ชำนาญก็อาจใช้แค่ CMS ตัวเดียวกันแต่ใช้ธีมต่างกันไปบ้าง ธีมต่างกันมันก็จะทำให้ Code แต่ละบรรทัดต่างกันพอสมควรด้วย ยิ่งต่างกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

สิ่งถัดมาที่สำคัญมากคือการทำลิงค์ออกในแต่ละโดเมน PBN ของเรา โดยส่วนมากเรามักจะทำลิงค์ออกแต่ละ PBN เหมือนกัน คือลิงค์ไปยังเว็บไซต์ทำเงินของเรา วิธีนี้ตามจริงก็ยังทำได้อยู่ แต่หากเรามีทุนเยอะพอสมควรก็ควรจะแบ่งสัก 30 เปอร์เซ็นต์ทำลิงค์เข้าเว็บทำเงินเว็บแรก อีก 30 เปอร์เซ็นต์ทำลิงค์เข้าเว็บทำเงินที่สอง แบบนี้เป็นต้น เพราะหากเรามีหลายโดเมนแล้วลิงค์ออกไปยังเว็บเดียวกันหมด ย่อมมีโอกาสที่จะโดนเก็บได้เพราะเป็นการทิ้งรอยเท้าไว้อย่างชัดเจนเลย แต่ว่าถ้าเราทุนน้อยก็คงไม่ต้องเนียนขนาดนั้นก็ได้ การจะทำให้แต่ละ Privat Blog Network ทำลิงค์ออกไม่เหมือนกันทั้งหมดจะต้องใช้ทุนสูงกว่าการทำเน็ตเวิร์คเล็กๆแต่ทำลิงค์ออกไปยังเว็บเดียวกัน หากเราไม่ได้ทำลิงค์ออกในโดเมนไหน ก็หมายความว่าเราจะไม่ได้ Backlinks จากโดเมนนั้น ถ้าทำให้ SEO ได้ผลดีก็คงต้องสร้างเน็ตเวิร์คหลายโดเมนพอสมควรเลยหากเลือกวิธีให้แต่ละโดเมน PBN มีลิงค์ออกไม่ค่อยซ้ำกัน

สุดท้ายที่เป็นเรื่องสำคัญคือชื่อผู้จดโดเมน หากแต่ละโดเมนที่นำมาสร้าง PBN มาจากชื่อเจ้าของคนเดียวกัน มีหรือว่าจะรอด ไม่ช้าก็เร็วทุกโดเมนของเราจะต้องโดน Deindex แน่นอน สำหรับการจะจดให้แต่ละโดเมนที่ชื่อผู้จดทะเบียนต่างกัน อาจต้องสมัครหลายบัญชีสักหน่อย แล้วตอนจดลงทะเบียนโดเมนก็จดชื่อปลอมไปแทนแบบนี้ เหตุเพราะว่า 1 บัญชีจะมีได้แค่ 1 ชื่อผู้ใช้งาน แต่บางผู้ให้บริการจดโดเมนจะมีให้เราสามารถปรับแต่งชื่อเจ้าของโดเมนได้เองด้วย แบบนั้นก็จะง่ายหน่อย ที่เรามักจะเห็นนักทำ SEO ทำกันคือจะใช้วิธีปกปิดชื่อเจ้าของโดเมนแทน โดยเฉพาะพวกวงหนังโป๊ผู้ใหญ่ Search Engine จะไม่สามารถทราบได้เลยว่าใครเป็นเจ้าของโดเมนบ้าง แม้ว่าจะมีข่าวที่ทาง Google ออกมาบอกว่าโดเมนที่แสดงชื่อผู้จดโดเมนจะส่งผลด้าน SEO ดีกว่า แต่เหล่านักทำ SEO ก็เลือกจะปกปิดไว้แทน มันบริหารได้ง่ายกว่า ส่วนถ้าอยากหา Backlinks จากโดเมนที่แสดงชื่อเจ้าของโดเมนเพื่อมาถัวเฉลี่ยให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ก็อาจจะเข้าไปฝากลิงค์กับเว็บทั่วๆไปแทน ถ้าเว็บทำเงินของเรามีลิงค์มาจากโดเมนที่ไม่แสดงชื่อเจ้าของโดเมนทั้งหมดมันคงจะแปลกอยู่ไม่น้อย อีกอย่าง หากเราอยากให้มันดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่ละโดเมนก็ควรจดทะเบียนจากผู้ให้บริการจดโดเมนที่แตกต่างกันไปด้วย หากทำแบบนี้ได้ เรื่องการโดนแบนเน็ตเวิร์คจากกรณีของรอยเท้าชื่อเจ้าของโดเมนก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ถือว่าสำคัญมาก ใครที่ทำคีย์เวิร์ดที่สุ่มเสี่ยงพวก W88, คาสิโนออนไลน์, แทงบอล พวกนี้อย่าได้ลืมปกปิดชื่อเจ้าของโดเมนหรือใส่เป็นชื่อปลอมเชียวล่ะ ไม่งั้นจะโดนตามตัวได้ง่ายมาก

หากเราสามารถทำได้ทุกข้อที่กล่าวมาข้างต้นในเรื่องการปกปิดรอยเท้า ถ้าเราไม่ได้ทำ SEO วิธีพิศดารจนเกินไป โอกาสที่ Private Blog Network ของเราจะโดนจัดการโดยบอทของ Search Engine ถือเป็นเรื่องยากมาก แต่ถ้าเจอคนตรวจสอบก็อาจจะโดนได้ โดยเฉพาะจากกรณีของการทำลิงค์ออกไปยังเว็บเดียวกันทั้งหมดนั่นแหละ ถ้าโดนคนตรวจก็ถือว่าดวงซวยของจริง