ป้ายกำกับ: การตลาดออนไลน์

แนะ 3 วิธีทำการตลาดบน Social Media เอาใจวัย Gen Z

“เงินอยู่บนฟ้า สินค้าอยู่บนมือถือ” เป็นคำกล่าวที่คงไม่เกินไปจากความเป็นจริงในโลกแห่งสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย เมื่อความจริงเป็นเช่นนั้น นักธุรกิจและนักการตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่จึงมุ่งไปที่แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนเพื่อเสริมกลุทธ์การทำการตลาดในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ โดยบรรดาบริษัทฯ เจ้าของแบรนด์และเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ทำการศึกษาและเข้าใจในพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มต่าง ๆ เพื่อนำมาวางกลยุทธ์ด้านการตลาดให้ดำเนินไปอย่างสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ โดยเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายในวัย Gen Z ที่มีอายุระหว่าง 9-24 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่เกิดระหว่างปี 2540-2555 และเป็นเจเนอเรชั่นที่ทรงอิทธิพลและมีบทบาทต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยและทั่วโลกในอนาคต ดังนั้นเราจึงมีวิธีการทำการตลาดบน Social Media เพื่อเอาใจวัย Gen Z มาฝากให้เป็นไอเดียกันถึง 3 วิธี ดังต่อไปนี้

1.สร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพเพื่อเป็นแรงจูงใจโดยศึกษาจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น เมื่อเราพบข้อมูลสถิติว่า วัย Gen Z พิจารณาเลือกซื้อสินค้าโดยเลือกจากฟังก์ชันการใช้งานมากกว่า ความคุ้มค่า หรือเหตุผลอื่นใด ยิ่งไปกว่านั้นคนในวัยนี้ จำนวนกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ยังเต็มใจจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อสินค้าในแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ที่มีคอนเทนต์หรือกิจกรรมเพื่อช่วยรณรงค์แก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม

2.สร้างตัวตนที่ชัดเจนและน่าสนใจผ่านแบรนด์สินค้าและบริการ เพราะคนเรามักชอบเรื่องเล่าที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนและสอดคล้องกับ Customer Experience ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ผู้บริโภค หรือกลุ่มลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าตามความต้องการมากกว่าความจำเป็นนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความน่าเชื่อถือที่จะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น ในกรณีของผู้ค้าบนเฟซบุ๊ก การมีแค่หน้าเพจยังไม่พอ ผู้ประกอบการต้องมีการยืนยันเพจด้วย ประสิทธิ์ อธิบายว่าการยืนยันเพจจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ มีปฏิสัมพันธ์กับเรามากขึ้น และยังช่วยในการดึงลูกค้าที่หลงไปกับเพจปลอมต่างๆ ให้กลับมา

วิธีที่ 3 การเลือกใช้แพลทฟอร์ม ที่มีประสิทธิ์ หากพิจารณาจากเป้าหมายการใช้เวลากับโซเชียลมีเดียของกลุ่มGen Z แล้วจะเข้าใจวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น การเล่นเฟซบุ๊กก็เพื่อรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เล่นอินสตาแกรมสำหรับแชร์เรื่องราวที่สนใจในชีวิตประจำวัน และติดตามเทรนด์ที่น่าสนใจในโลกโซเชียล เล่นทวิตเตอร์เพื่อแสดงความคิดเห็น และเล่น Tiktok ในการผ่อนคลายและค้นหาแรงบันดาลใจ เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องเลือกใช้เฟซบุ๊ก เป็นแพลทฟอร์มหลักในการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้คอนเท้นต์และแผนกลยุทธ์เหล่านั้น ถูกส่งต่อจากลูกค้า กระจายไปยังกลุ่มเพื่อนและคนรอบข้างในเพจเฟซบุ๊กของกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มลูกค้าได้อย่างรวดเร็วฉับไว และที่สำคัญยังช่วยขยายฐานข้อมูลผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ให้เพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวางและทวีคูณภายในเวลาจำกัด อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากที่สุดด้วย

SEO ช่วยเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจของคุณได้อย่างไร อยากรู้ต้องอ่าน!

สำหรับเจ้าของธุรกิจ แน่นอนว่าความต้องการอย่างหนึ่งที่เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประเภทใดก็ตาม นั่นคือทำให้มีคนรู้จักธุรกิจของเรามากขึ้น เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่จะได้ลูกค้ามากขึ้น หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมก็คือการลงโฆษณา แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง วิธีหนึ่งซึ่งได้ผลมากและอาจดีกว่าการลงโฆษณา คือการทำ SEO

แล้ววิธีนี้คืออะไร เพิ่มยอดขายได้อย่างไร เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กัน

การทำ SEO คือการทำให้เว็บไซต์มาปรากฏอยู่บนหน้าแรกของผลการค้นหาใน Google นั่นแสดงว่าวิธีนี้อ้างอิงกับคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ใช้ในการค้นหา เมื่อผู้เข้าเว็บไซต์กูเกิลพิมพ์คำค้นหาที่ตรงกับประเภทธุรกิจของเรา เว็บไซต์ของเราก็จะขึ้นมาอยู่บนหน้าแรก การที่เว็บไซต์มาอยู่บนหน้าแรกของผลการค้นหา มีผลทำให้ผู้ที่ค้นหารู้สึกว่านี่คือเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือหรือเป็นที่ยอมรับ และส่วนใหญ่ผู้คนก็จะเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ในหน้าแรก มากกว่าที่จะค้นหาในหน้าต่อไป

แน่นอนว่าการทำ SEO เป็นขั้นตอนประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่ต้องลงทุน เพราะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ แม้ว่าจะต้องลงทุนเช่นเดียวกับการลงโฆษณา แต่ผลที่ได้นั้นคุ้มกว่ามาก ส่วนจะคุ้มกว่ายังไง ไปดูกันต่อได้เลย

สิ่งที่เห็นได้ชัดมากที่สุดเมื่อเว็บไซต์ของเราขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหา ก็คือมีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น แน่นอนว่าคนที่ค้นหาจนมาเจอเว็บไซต์ของเรา ต้องมีพื้นฐานมาจากการที่พวกเขาต้องการสินค้าหรือบริการของเรา เมื่อพวกเขาเห็นเว็บไซต์ของเราก่อน โอกาสที่จะกลายมาเป็นลูกค้าก็มีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราทำเว็บไซต์ให้น่าสนใจ ดึงดูดใจคนเหล่านั้นได้ พวกเขาก็จะไม่มองหาสินค้าหรือบริการจากรายอื่น ทำให้การตัดสินใจของลูกค้าง่ายขึ้น ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น

ผลที่ดีมาก ๆ อีกประการของการทำ SEO คือเราสามารถมองเห็นข้อมูลทางสถิติได้ เช่น เรารู้ได้เลยว่าหลังจากทำแล้ว มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งถ้าเทียบดูแล้ว จะเห็นได้เลยว่าก่อนทำและหลังทำ จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญคือเรายังนำตัวเลขนั้นมาต่อยอดได้ โดยพิจารณาว่าจากผู้ที่เข้าชม มีกี่คนที่หันมาเป็นลูกค้า ถ้าลูกค้าเพิ่มขึ้นในอัตราที่เรายังไม่พอใจ เราก็สามารถปรับปรุงหน้าเว็บไซต์หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ามากขึ้นได้

สุดท้าย เมื่อเรามีการทำ SEO ที่ดี แปลว่ามีคนรู้จักเว็บไซต์ของเราเป็นจำนวนมาก ทำให้ขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น เมื่อรวมเข้ากับการมีสินค้าและบริการที่ดี ในที่สุดลูกค้าก็จะกลับมาใช้บริการซ้ำ และยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้ายังบอกต่อ ๆ กันไปอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพูดแบบปากต่อปาก หรือการแชร์เว็บไซต์ของเราไปในโซเชียลมีเดีย ทำให้ฐานลูกค้าขยายออกไปได้ไม่รู้จบ ในที่สุดผลที่เห็นชัดที่สุดก็คือยอดขายที่เพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากคุณไม่เริ่มต้นทำ SEO

เทคนิคการเขียนบทความทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับสูง

เมื่อพูดถึงการทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรก ๆ ในการค้นหาผ่าน Google เป็นที่เข้าใจกันว่ายิ่งเว็บไซต์อยู่ในอันดับแรก ๆ ได้มากเท่าไร ยิ่งค้นพบง่ายและรวดเร็ว ดึงดูดผู้เข้าชมจำนวนมาก หากเขียนบทความน่าอ่านและมีประโยชน์ทำให้คนอ่านติดตามต่อเนื่องยิ่งเป็นประโยชน์ต่อเว็บไซต์ เรามีเทคนิคการเขียนบทความที่ไม่เพียงทำให้เว็บไซต์ติดอันดับสูงขึ้นได้เท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้อ่านประทับใจอีกด้วย มาดูกันว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

1.ขั้นแรกคือการสร้างสรรค์บทความ ที่มีชื่อเรื่องสะดุดตาและเนื้อหามีประโยชน์ตรงกับความต้องการของผู้อ่าน รวมทั้งตั้งชื่อหัวข้อหลักและหัวข้อรองให้ชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อการวางโครงสร้างให้เขียนบทความได้ลื่นไหลและอ่านง่าย ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร แนะนำวิธีง่าย ๆ คือเข้าไปดูเว็บไซต์ของธุรกิจประเภทเดียวกันและสังเกตว่าบทความแบบไหนได้รับความนิยมและมีคนติดตามอ่านจำนวนมาก สามารถใช้เป็นแนวทางในการเขียนบทความใหม่ ๆ พร้อมกับตั้งชื่อเรื่องให้โดนใจง่ายขึ้น

2.คีย์เวิร์ดที่มีคนค้นหามาก ช่วยให้พบบน Google ได้ง่าย คำยอดนิยมต้องตรงกับเนื้อหาบทความที่เขียน โดยเลือกคำยอดนิยมจาก Google Keyword Planner ช่วยให้เลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม พร้อมกับสำรวจหาคำใหม่ ๆ ที่อาจมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ใส่คีย์เวิร์ดลงใน Headline, Meta Description, ลิงก์ URL และรูปภาพ

3.บทความที่เขียนไม่สั้นเกินไป บทความที่ดีควรมีความยาวอย่างน้อย 500 คำ โดยส่วนใหญ่บทความที่มีผลดีต่อการทำ SEO และมักขึ้นอยู่ในหน้าแรก Google มักจะมีเนื้อหาความยาวประมาณ 1,500-2,000 คำ บทความยาวเท่าไรยิ่งเขียนเจาะเนื้อหาลึกขึ้นเท่านั้น

4.เลือกคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง และใส่กระจายให้ทั่วบทความ ย่อหน้าแรกครอบคลุมเนื้อหาสำคัญและไม่ยาวเกินไปเพื่อให้อ่านง่ายและดึงดูดผู้อ่าน หากต้องการแชร์เนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook และ LINE ควรปรับเนื้อหาให้กระชับน่าอ่านเหมาะสมกับการอ่านบนหน้าจอมือถือ ทำให้แชร์ง่ายและดึงดูดปริมาณการเข้าเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น

5.การเพิ่มมีเดียหลายรูปแบบลงในบทความ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ วิดีโอ หรือกราฟิกอื่น ๆ นำมาใช้กับคอนเทนต์เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ

6.การสร้าง Backlink ที่มีคุณภาพ โดยลิงก์กับเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ ส่งผลให้มีการลิงก์กลับมายังเว็บไซต์ของเราและเพิ่มความน่าเชื่อถือในเว็บไซต์มากขึ้น การทำลิงก์กับเว็บไซต์อื่น ๆ ไม่ควรระดมยิงลิงก์จำนวนมากมารวดเดียวเพราะจะดูผิดปกติและตกเป็นเป้าสายตาของ Google ว่าเป็น Spam ได้ง่าย ๆ การทำลิงก์แบบ Guest Post ให้เว็บอื่น ๆ ลิงก์กลับมาหาเว็บของเราเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ในระยะยาว

หลังจากใช้เทคนิคทั้งหมดแล้ว ใช้ Google analytics เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ดูว่าการเข้าชมเพิ่มขึ้นเท่าไร เพิ่มอันดับในหน้าเสิร์ชเอ็นจินได้หรือไม่ แล้วนำมาพัฒนาคอนเทนต์ที่ดีเพื่อทำ SEO ให้ติดอันดับใน Google ได้ดีขึ้น

แจก 5 กลยุทธ์ในการทำ SEO เพื่อให้ธุรกิจเกิดภาพจำในใจผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันคือยุคของโลกออนไลน์ที่ผู้คนทุกมุมโลกมีปฏิสัมพันธ์กับบน Social Network ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเชื่อมโลกธุรกิจเข้ากับโลกออนไลน์ เครื่องมือหนึ่งที่ธุรกิจจะขาดไม่ได้ในการเข้าถึงผู้บริโภคคือการทำให้หน้าเว็บไซต์ของธุรกิจติดอันดับต้น ๆ ของการค้นหาใน Google และ Search Engine ต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า SEO เพราะ Google ถือเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน

วันนี้เราจะมาแจก 5 กลยุทธ์ในการทำ SEO เพื่อให้ธุรกิจเกิดภาพจำในใจของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วกัน

1.ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเว็บไซต์ของธุรกิจ ความหมายคือ ผู้คนมักเลือกใช้คำค้นหาเกี่ยวกับสิ่งที่สนใจหรือสิ่งที่ต้องการใน Google ดังนั้นการที่จะทำให้เว็บไซต์ของธุรกิจแสดงผลลัพธ์ของการค้นหาออกมา ข้อมูลหรือเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์ควรจะมีคีย์เวิร์ดที่ผู้คนนิยมใช้ในการค้นหากัน เช่น หากทำธุรกิจเกี่ยวกับร้านอาหารอิตาลีในย่านสุขุมวิท หน้าเว็บไซต์ของเราต้องมีคำศัพท์เกี่ยวกับอาหารอิตาลี หรือมีคำศัพท์ที่ผู้กินอาหารอิตาลีนิยมใช้ค้นหา และยังต้องมีการบอกถึงที่ตั้งใน Google Business และ Google Maps ด้วย

2.ออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจและสร้างเนื้อหาที่ดึงดูดใจ การสร้างเว็บไซต์ให้มีความน่าสนใจด้วยรูปภาพหรือภาพกราฟิกที่สั้น เข้าใจง่าย ก็เป็นส่วนสำคัญของการทำ SEO ด้วยเช่นกัน เนื่องจากหาก Google ตรวจสอบและประเมินว่าเว็บไซต์ของเราแสดงผลลัพธ์ของการค้นหาได้บ่อย รวมถึงมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภค Google จะสามารถผลักดันให้เว็บไซต์ของธุรกิจติดอันดับของการค้นหาในลำดับต้น ๆ ได้

3.สร้าง Content ดี ๆ บนหน้าเว็บไซต์ ข้อนี้ก็มีส่วนช่วยให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักได้ไม่มากก็น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการของธุรกิจที่เป็นประโยชน์ ตอบโจทย์ความต้องการหรือ สามารถแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคได้ โดยอาจสร้างบทความให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่เจาะจงกับผู้บริโภคบางกลุ่ม หรืออาจเผยแพร่เกี่ยวกับบทความดี ๆ ในด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไปได้ เพราะอย่างน้อยหาก Content ของเราเป็นที่ถูกใจ ย่อมได้รับการแชร์หรือส่งต่อข้อมูลต่อไปด้วย

4.การทำ SEM ควบคู่กับ SEO ก็สำคัญไม่น้อยกว่ากัน เนื่องจาก SEO คือการปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของ Search Engine ซึ่งต่างกับการซื้อโฆษณาบนหน้า Google ที่ผู้บริโภคสามารถค้นหาเจอเว็บไซต์ของเราได้โดยตรงในพื้นที่โฆษณา ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเข้าถึงผู้บริโภคได้รวดเร็วกว่า แต่ก็มีค่าโฆษณาแบบต่อคลิกเป็นต้นทุนด้วย

5.Comment ใครคิดว่าไม่สำคัญ เนื่องจากคนบนโลกออนไลน์ชอบแชท ชอบแชร์และรีวิวกันอยู่แล้ว หากเราสร้างหน้า Content ของเราให้มีช่อง Comment ด้วย ก็เหมือนเป็นเครื่องมือที่ให้ผู้บริโภคได้มีการสื่อสารและส่งต่อข้อมูลหากัน ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์แบรนด์ของธุรกิจไปในตัว

การแข่งขันกันบนโลกออนไลน์นั้นสูงมาก อีกทั้งมีการกระจายข้อมูลข่าวสารกันอย่างรวดเร็ว ดังนั้นธุรกิจจึงต้องเดินหน้าให้เร็วตามด้วยเช่นกัน การทำ SEO เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด แต่จะสามารถเห็นผลได้เร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายอย่าง เช่น คุณภาพของหน้าเว็บเพจ คู่แข่ง ความเร็วการโหลดข้อมูล ฯลฯ ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับเป็นสำคัญ หากปรับแต่งปัจจัยต่าง ๆ ได้ถูกต้อง ก็จะสามารถติดอันดับที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนติด Top10 หน้าแรกได้ในที่สุด

แนวทางการใส่คีย์เวิร์ดทำ SEO อย่างไรให้เว็บไซต์ติดอันดับที่ดี

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization หมายถึงวิธีการทำให้เว็บไซต์ปรากฏในหน้าแรกของผลการค้นหาสินค้า บริการ บทความ ข้อมูล หรือเว็บไซต์ที่สนใจใน Google การเลือกคีย์เวิร์ดที่ทันสมัยและเหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบันจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการทำ SEO ตลอดจนการกระจายคำหลักและคำรองที่เกี่ยวข้องใส่ในชื่อเรื่องและเนื้อหาบทความอย่างลงตัว ช่วยให้ Google ประมวลผลการค้นหาและจัดอันดับเว็บไซต์ให้ติดอันดับแรก ๆ ได้ง่ายขึ้น มาดูกันว่าแนวทางการใส่คีย์เวิร์ดลงในคอนเทนต์ควรเป็นอย่างไร

1.ก่อนอื่นต้องพิจารณาเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม คำหลักที่มีความหมายกว้าง ๆ หรือ Broad Keyword สามารถเข้าถึงผู้ใช้ในวงกว้างก็จริง แต่การค้นหาจะมีการแข่งขันสูงมาก เว็บไซต์เล็ก ๆ จึงยากจะเอาชนะคู่แข่งที่เป็นเว็บไซต์ใหญ่ ถ้าเลือกคีย์เวิร์ดที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง หรือ Long Tail Keyword จะตอบโจทย์ได้ตรงจุดกว่า โดยเลือกคำหลายคำมารวมกันเพื่อสื่อสิ่งที่ต้องการอย่างชัดเจน เช่น ค้นหาสมาร์ทโฟน ยี่ห้อไหน คุณสมบัติอย่างไร มือหนึ่งหรือมือสอง ทำให้ค้นหาง่ายมากขึ้น สร้างความพอใจให้กับผู้ใช้และยังเป็นการกรองกลุ่มผู้อ่านที่เป็นลูกค้าเป้าหมายไปในตัว ยกตัวอย่างเช่น “iphone โฟน 11 มือ สอง 64gb ราคา”

2.การใส่คีย์เวิร์ดเป็นแบบธรรมชาติ กระจายให้ทั่วบทความประมาณ 3-5 ครั้ง เลือกคำหลักและคำรองที่หลากหลายและเกี่ยวข้องกัน ทำให้บทความมีคุณภาพ เรียบเรียงอย่างดีอ่านเข้าใจง่าย ทุกวันนี้การประมวลผลการค้นหาและจัดอันดับมีการอัปเดตใหม่ การเน้นโปรยคีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ กันในบทความไม่ช่วยให้ติดอันดับต้น ๆ ใน Google อีกต่อไปแล้ว ยิ่งใส่มากเกินไปจะทำให้บทความไม่น่าอ่าน ดูไม่เป็นธรรมชาติและไม่น่าเชื่อถือ เนื้อหาบทความมีประโยชน์และใส่คีย์เวิร์ดเหมาะสมนั้นจะทำให้ผู้อ่านชื่นชอบและมีการเข้าชมมากขึ้นและมีส่วนสนับสนุนให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ได้

3.คีย์เวิร์ดที่เลือกใส่ใสเนื้อหาบทความควรมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนตัวเลือกใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา เนื่องจากคีย์เวิร์ดบางคำอาจตกยุคไปแล้ว แต่เนื้อหาเป็นข้อมูลจริง จึงไม่ต้องเปลืองแรงเขียนบทความคุณภาพออกมาใหม่ ปรับคีย์เวิร์ดให้ทันสมัยอย่างเดียวก็ใช้ได้และช่วยประหยัดเวลาได้มาก การอัปเดตบทความเดิมด้วยคีย์เวิร์ดใหม่ ๆ ไม่เพียงช่วยปรับเนื้อหาให้เข้ากับสถานการณ์และยุคสมัยเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการโฆษณาให้ตรงกับเป้าหมายทางการตลาดยิ่งขึ้น

การเฟ้นหาคีย์เวิร์ดใหม่ที่หลากหลายมากขึ้นเป็นความคิดที่ดี เลือกคำให้เหมาะสมกับสินค้าหรือบริการของเว็บไซต์ รวมทั้งตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ หากผู้ใช้ค้นพบสิ่งที่สนใจได้ง่าย ก็ย่อมคลิกเข้าเว็บไซต์บ่อยและเป็นตัวช่วยปรับปรุง SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับดีขึ้นด้วย ทำให้ลูกค้าเข้าถึงได้มากขึ้น ส่งผลให้สินค้าและบริการขายดีขึ้น คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาบทความที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ละเลยไม่ได้ เพราะการทำ SEO คือการประสัมพันธ์ให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก และจำเป็นต้องมีการสื่อสารที่ดีจึงจะตอบโจทย์การขายได้มากขึ้น

ประโยชน์ของการทำ SEO สำคัญต่อธุรกิจขนาดเล็กอย่างไร

การทำ SEO เป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับธุรกิจที่ต้องการให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ การโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียส่งผลดีต่อการค้นหา ทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์มากขึ้น ไม่เพียงเข้าถึงลูกค้าง่ายแต่ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือในตัวสินค้า ส่งผลให้ยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากไม่แน่ใจว่าธุรกิจขนาดเล็กควรลงทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพกับเครื่องมือค้นหา (SEO) หรือไม่ ลองพิจารณาประโยชน์ของกลยุทธ์การตลาดในยุคดิจิทัลว่าสำคัญต่อธุรกิจขนาดเล็กอย่างไร มีดังต่อไปนี้

1.เว็บไซต์ใช้งานง่าย การทำ SEO ช่วยให้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กสร้างเว็บไซต์ง่ายและเร็วขึ้น มีโครงสร้างที่ดีใช้งานง่าย ทำให้เข้าถึงสิ่งที่ต้องการได้รวดเร็วและราบรื่น ผู้ใช้บริการพอใจเข้าใช้เว็บนานและบ่อยขึ้น มีบทความน่าอ่านและตอบคำถามรวดเร็ว ถูกต้อง และถูกใจลูกค้าที่ค้นพบสิ่งที่ต้องการในที่สุด ดังนั้น นิยามของการทำ SEO สมัยนี้จึงไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหาเท่านั้น แต่ยังให้ประสบการณ์ที่ประทับใจแก่ผู้ใช้งานด้วย

2.เว็บไซต์ที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง จะดึงดูดผู้เข้าชมและเพิ่มฐานลูกค้ามากขึ้น SEO เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพและราคาถูกที่สุดในปัจจุบัน ช่วยลดต้นทุนการโฆษณา หากธุรกิจออกแบบเว็บไซต์ที่มีการทำ SEO จะดึงดูดลูกค้าเป้าหมายโดยตรง ทำให้มีลูกค้ามากขึ้นและเติบโตเร็วกว่าธุรกิจที่ไม่มีเว็บไซต์ถึงสองเท่า มีโอกาสขยายธุรกิจมากกว่ากลยุทธ์ทางการตลาดอื่น ๆ ที่เคยมีมา

3.ลดต้นทุนการโฆษณา การทำ SEO ยังให้ประโยชน์กับธุรกิจด้วยการวางแผนโฆษณาเข้าถึงสมาชิกทุกกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น บริษัทรับตัดหญ้าและจัดแต่งสวนมีลูกค้า 2 เป้าหมายคือเจ้าของบ้านและเจ้าของธุรกิจ บริการมีรายละเอียดแตกต่างกัน ด้วยการทำ SEO จะกำหนดคำหลักในการเข้าถึงผู้ชมแต่ละกลุ่มได้ เช่น “บริการจัดสวนที่อยู่อาศัย” และ “บริการจัดสวนเชิงพาณิชย์” เป็นต้น

4.เว็บไซต์ที่ปรับแต่ง SEO จะโหลดเร็วขึ้น ใช้งานง่ายและรองรับการใช้บนอุปกรณ์มือถือและแท็บเลต จึงดึงดูดความสนใจจากคนรุ่นใหม่ที่ไม่ทนรอเว็บโหลดช้าและมักจะกดออกอย่างรวดเร็ว ถ้าเว็บไซต์ตอบโจทย์ได้ง่ายและเร็ว ย่อมผูกใจผู้ใช้งานให้เข้ามาเป็นลูกค้าประจำและกลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์บ่อยขึ้น

5.แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น เมื่อเว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อปรากฏอยู่ในหน้าแรกของเครื่องมือค้นหาหลัก เช่น Google, Yahoo และ Bing นั่นคือเหตุผลที่ธุรกิจขนาดเล็กต้องการให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและสร้างความไว้วางใจในบริษัท ทำให้ลูกค้าเป้าหมายเชื่อมั่นในบริการของเว็บไซต์มากขึ้น ยิ่งกว่านั้นการทำ SEO ยังแสดงให้เห็นว่าธุรกิจเป็นมากกว่าผู้ผลิตสินค้าหรือผู้ให้บริการ แต่ยังเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญซึ่งจะเพิ่มมูลค่าให้กับเว็บไซต์ด้วย

6.เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เว็บไซต์ที่มีการทำ SEO จะดึงดูดลูกค้าเข้ามาสู่เว็บไซต์ได้มากขึ้น เพราะลูกค้าพอใจบริการมากกว่าเว็บอื่น ๆ ที่ทำธุรกิจเดียวกันและขายผลิตภัณฑ์คล้ายกันในราคาที่ใกล้เคียงกัน

7.เพิ่มโอกาสกระตุ้นยอดขาย และขยายส่วนแบ่งการตลาดให้กับธุรกิจมากขึ้น เพราะ SEO จะผลักดันให้เว็บไซต์สู่สายตาของผู้ท่องอินเทอร์เน็ตมากขึ้นตามแต่คำค้นแต่ละคำ ซึ่งผู้ที่ค้นพบเว็บไซต์นั้นต้องการหาข้อมูลสินค้าอยู่แล้วและอาจเปลี่ยนกลายเป็นลูกค้าได้ในที่สุด เว็บไซต์ที่ติดอันดับหน้าแรก จึงมีโอกาสเพิ่มยอดขายได้แน่นอน

การทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของธุรกิจอยู่ในอันดับดีจะมีโอกาสต้อนรับผู้เยี่ยมชมจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าคู่แข่งหลายรายล้วนทำการตลาด SEO ดังนั้น หากคุณยังไม่ได้ลงมือทำ SEO ก็เป็นโอกาสดีที่จะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการจ้างทำ SEO

การทำ SEO ถือว่าเป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่สำคัญในยุคปัจจุบัน เพราะทุกธุรกิจต่างได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิคระบาด เมื่อต้องปฏิบัติตามหลักการรักษาระยะห่างทางสังคม (social distance) ทำให้ผู้คนไม่ออกมาจับจ่ายใช้สอยอย่างเคย อัตราการแข่งขันจึงสูงขึ้นในโลกออนไลน์ และทำให้มีบริษัทรับจ้างทำ SEO จัดตั้งขึ้นมากมาย ทั้งนี้ ก่อนจ้างงานบริษัทรับทำ SEO คุณควรรู้สิ่งต่อไปนี้

1.จ้างทำ SEO ประหยัดเวลาได้มากกว่าทำเอง
การจ้างบริษัทรับทำ SEO มีประโยชน์ที่ชัดเจน คือ ทำให้เจ้าของธุรกิจออนไลน์ให้ความสำคัญกับเรื่องอื่น ๆ เช่น การพัฒนาสินค้า การเจราจากับคู่ค้าใหม่ ๆ การศึกษาวิจัยความต้องการเทรนด์ของท้องตลาด ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน การจ้างบริษัททำ SEO จึงเป็นทางออกที่ดีที่ช่วยประหยัดเวลาไปทำในเรื่องอื่นได้

2.SEO ต้องทำแบบสายขาว
การจ้างทำ SEO ต้องเลือกบริษัทหรือฟรีแลนซ์ที่ทำแบบ SEO สายขาว คือ ทำตามหลักเกณฑ์ของ Google เช่น

  • ผลิตบทความที่ไม่มีการลอกเลียนมาจากที่ไหน เพราะระบบ Google จะเช็คความซ้ำซ้อนได้
  • ไม่ใช้รูปภาพที่ละเมิดสิทธิ์ของผู้ถ่ายภาพจากเว็บไซต์ต่าง ๆ
  • ไม่ปั่น keyword คือใส่ keyword หลักและรองจำนวนมากเกินไป

การทำ SEO สายขาว จะทำให้ผู้เข้ามาในเว็บไซต์ได้รับสาระความรู้ที่มีประโยชน์ และช่วยให้อันดับการนำเสนอของเว็บไซต์ดีขึ้นจากการคำนวณผู้เข้าชมของระบบ Google

3.ยิ่งมีคุณภาพ ยิ่งกล้ารับประกัน
หากคุณเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่เคยทำงานให้ลูกค้าทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชนมายาวนานกว่า 5 ปี โอกาสที่จะได้ผลงานที่ดีคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายก็มากขึ้น และบริษัทที่มีศักยภาพในการทำงานสูง จะมั่นใจจนกล้ารับประกันผลงานว่าสามารถทำงานได้ตามเป้าหมายแน่นอน เช่น สามารถผลักดันให้อันดับเว็บไซต์ของลูกค้าได้เป็นอันดับ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 10 ตามแพ็กเกจที่เลือก หากทำไม่ได้จะการันตีการคืนเงิน 100%

4.จ้างในราคาสมเหตุผล
การทำ SEO โดยผู้เชี่ยวชาญจะมีการคิดค่าบริการที่เหมาะสมเสมอ เช่น ต้องการติด 1 ใน 3 ของคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ และยังคงผลเช่นนี้ต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 90 วัน มักคิดค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 30,000 ถึง 50,000 บาท หากให้ติด 1 ใน 5 มักจะอยู่ที่ 10,000-20,000 บาท และ 1 ใน 10 มักจะอยู่ในช่วงค่าใช้จ่าย 3,000-5,000 บาท หากมีรายใดรับจ้างที่ค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่านี้ อาจทำ SEO ที่ไม่ถูกต้องตามหลักการหรือคุณอาจถูกหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพได้

หากเลือกบริษัททำ SEO ที่มีฝีมือ จะส่งผลให้ยอดขายสินค้าสูงขึ้นและทำให้แบรนด์ติดตลาดเป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็วคุ้มค่าใช้จ่าย แต่หากเลือกผิดบริษัท นอกจากจะไม่ได้ผลงานตามที่ต้องการแล้ว ยังทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจไปให้คู่แข่งรายอื่น จึงต้องพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ที่เราแนะนำไปอย่างรอบคอบ

SEO ทำกับ YouTube ได้อย่างไรบ้าง

ช่อง YouTube เป็นสื่อโซเชียลที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนที่ต้องการสร้างรายได้จากความสามารถพิเศษที่หลากหลาย และวิธีการตลาดออนไลน์แบบ SEO ก็ทำให้เพจและเว็บไซต์จำนวนมากมีอัตราการเติบโตสูงในด้านยอดผู้ติดตาม

เรามาดูกันว่า จะใช้หลักการ SEO กับ YouTube ด้วยวิธีใดได้บ้าง

  1. ทำความยาวของคลิปให้เหมาะสม

YouTube เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในการนำเสนอคลิปภาพเคลื่อนไหว จากสถิติพบว่าผู้คนจะมีสมาธิในการชมคลิปวิดีโอได้ต่อเนื่องนาน 10 ถึง 15 นาที จึงเป็นเกณฑ์โดยเฉลี่ยที่ยูทูปเบอร์นิยมทำกัน ถ้าคลิปยาวเกินไป ก็จะรู้สึกเบื่อได้ง่าย ยกเว้นในบางกรณี เช่น การแคสเกมส์ หรือการไลฟ์สด สตรีมมิ่งเกี่ยวกับหุ้นหรือถามตอบเรื่องปัญหาชีวิต ที่คนนิยมดูต่อเนื่องนาน 30-45 นาที

  1. สร้างความประทับใจในช่วงต้นให้มากที่สุด

ต้นคลิป YouTube ควรดึงดูดใจผู้ชมได้สูง เพราะส่งผลต่อการตัดสินใจชมต่อหรือเปลี่ยนช่อง โดยเฉพาะ 15 วินาทีแรก การเลือกภาพปก ขนาดและสีสันตัวอักษร การเลือกเพลงที่เร้าใจ หรือแม้แต่การใช้คำทักทายผู้ชม ก็ต้องมีความพิถีพิถัน หากสามารถทำให้ผู้ชมติดตามได้ตลอดจนจบ ก็เท่ากับมีคะแนนด้าน SEO ที่ดีขึ้นและจะมียอดผู้ติดตามและแชร์ต่อไวมากขึ้น

  1. การนำเสนอประเด็นของคลิป

ยูทูปเบอร์มืออาชีพจะนำเสนอประเด็นของคลิปนั้น ๆ ไว้ตั้งแต่ช่วงต้น เพื่อให้คนดูจับประเด็นได้ง่ายขึ้นว่า หากติดตามดูจนจบ จะได้รับรู้ข่าวสารหรือได้ประโยชน์สาระในเรื่องใดบ้าง ทั้งนี้ การใส่กราฟิกประกอบที่เข้าใจง่ายแทรกเป็นช่วง ๆ ก็จะทำให้ผู้ชมรู้สึกเพลิดเพลินไม่เบื่อ และจดจำช่องยูทูปได้มากขึ้น ทำให้มักกลับเข้ามาชมบ่อย ๆ

  1. การชักชวนให้ติดตามแบบพอดี ๆ

การเชิญชวนให้กด like หรือกด Subscribe ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO แนะนำว่าควรทำในช่วงท้ายคลิปเพียงครั้งเดียว เพื่อไม่ให้เบี่ยงเบนความสนใจจากสาระที่ต้องการนำเสนอ และเป็นการสร้างความรำคาญให้กับผู้ชม

  1. การพูด keyword

ระบบ AI ของ YouTube สามารถแยกเสียงในคลิปได้ว่า คุณพูดคำว่าอะไรบ้าง ดังนั้น ควรพูดคำที่ตรงกับคีย์เวิร์ดในการสืบค้นของผู้คน ให้กระจายอยู่หลาย ๆ ครั้งตลอดคลิป โดยเฉพาะคำภาษาอังกฤษ จะมีผลในทางที่ดีต่ออันดับการสืบค้นในระบบ YouTube มากขึ้น

  1. การตั้งชื่อคลิป

ควรใส่ keyword ที่สอดคล้องกับเนื้อหา และตรงกับการสืบค้นในกระแสนิยมช่วงนั้น เช่น ชื่อหนัง ชื่อดารานำแสดง ชื่อเพลงประกอบซีรีส์ คำฮิตจากละคร เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า การทำตามหลัก SEO มีประโยชน์ในการช่วยผลักดันให้ช่อง YouTube เติบโตได้ไว และทำให้คุณมีกำลังใจในการนำเสนอผลงานดี ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ ด้วย หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ทุกท่านนำหลักวิธี SEO ไปปรับใช้กับการพัฒนาช่อง YouTube ของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

วิธีเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพ

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ หรือ Facebook เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อเสริมโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และทำให้มียอดขายตามมาอีกมาก ซึ่งสัมพันธ์กับการทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ ซึ่งการทำ SEO สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หรืออาจจ้างบริษัทเอกชนที่มีประสบการณ์ในการทำก็ได้

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมวิธีพื้นฐานในการเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่มีคุณภาพมาฝากกัน เพื่อให้ท่านที่สนใจนำไปพิจารณาเลือกจ้างบริษัทที่เหมาะสม ดังนี้

มีความน่าเชื่อถือ

บริษัทที่มีคุณภาพจะมีการจดทะเบียนธุรกิจเป็นนิติบุคคล ทำให้สามารถติดต่อผู้รับผิดชอบได้ตลอดเวลา ซึ่งหากมีขนาดใหญ่ ก็มักมีการแยกแผนกหรือฝ่ายที่ชัดเจน เช่น ฝ่ายเทคนิค ฝ่ายขาย ฝ่ายดูแลลูกค้า ฯลฯ มีอีเมลและเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ง่าย ความน่าเชื่อถือของบริษัทจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่คุณต้องใส่ใจหากไม่ต้องการเสี่ยงกับกลุ่มมิจฉาชีพหรือบริษัทมือสมัครเล่น

ประสบการณ์ในการบริการลูกค้า

หากพิจารณาจากประวัติลูกค้าเก่าของบริษัทรับทำ SEO จะทำให้รู้ได้ว่าบริษัทนั้นมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้าน SEO ที่หลากหลายเพียงใด โดยเฉพาะหากเป็นลูกค้าที่ทำธุรกิจประเภทเดียวกันกับคุณ ก็มั่นใจได้ว่าบริษัทมีความสามารถด้านเทคนิคในการทำ SEO อย่างดี คุณจึงมั่นใจได้ว่าโอกาสประสบความสำเร็จในการจ้างทำ SEO ค่อนข้างสูงและใช้เวลาในการทำที่สั้นกว่าจ้างมือสมัครเล่น

มีความโปร่งใส

สิ่งที่คุณต้องคุยกันก่อนทำสัญญากับบริษัททำ SEO คือการรายงานผลการทำแบบรายเดือน มีการให้คำอธิบายหรือให้ความรู้พื้นฐานแก่เจ้าของเว็บไซต์ในการดูค่าตัวเลขทางเทคนิคต่าง ๆ เพื่อการตรวจสอบได้อย่างโปร่งใสตลอดเวลา

การันตีผลที่เป็นไปได้จริง

หากบริษัทมีความประสิทธิภาพสูงมักจะมีการการันตีผลว่าสามารถรักษาลำดับในการถูกสืบค้นด้วยระบบ SEO ของคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ ได้ในอันดับ Top 3-10 ตลอดเวลาของการจ้างทำ SEO แต่จะไม่การันตีที่อันดับหนึ่งตลอดเวลาเพราะเป็นการแสดงผลจากระบบอัลกอริทึมของ Google และ Facebook

อัตราค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม

ระดับการคิดค่าใช้จ่ายของการทำ SEO นั้น มักเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ที่การันตีด้วย เช่น หากเลือกแพ็กเกจที่ทางบริษัทการันตีผลลัพธ์ขั้นสูงเป็น Top 3 ของการสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ อาจจะมีค่าใช้จ่าย 2-3 หมื่นบาท แต่หากเป็นอันดับท็อปเท็น top10 ก็จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท เป็นต้น หากบริษัทใดมีการคิดอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั่วไปอาจจะทำให้คุณต้องพบกับความเสี่ยงถูกทิ้งงานหรือเจอกับบริษัทที่เป็นมือใหม่ได้

จะเห็นได้ว่า การจ้างบริษัททำ SEO นั้นต้องพิจารณาองค์ประกอบอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ คุณควรศึกษาผลความพึงพอใจจากลูกค้าเก่า ๆ ของบริษัทรับทำ SEO ในสื่อโซเชียลต่าง ๆ ด้วยเพื่อประกอบการตัดสินใจได้อย่างดียิ่งขึ้น

รู้ไหม SEO ทำได้ทั้งกับรูปภาพและบทความ

SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ทุกเว็บไซต์ควรทำ เพราะเป็นเกณฑ์วัดคุณภาพของเว็บไซต์ที่ Google ใช้ในการจัดอันดับการนำเสนอบนหน้าจอ เมื่อมีการค้นพบด้วย keyword ต่าง ๆ ซึ่ง SEO สามารถทำได้ทั้งในส่วนของบทความและรูปภาพ ดังรายละเอียด ต่อไปนี้

SEO บทความ

คนที่ใช้ Google ค้นข้อมูล จะหาจากการพิมพ์ keyword ในช่อง search ซึ่งผู้ที่ทำเว็บไซต์ SEO สามารถศึกษาคำที่นิยมใช้หาใน Google search Console ซึ่งเป็นแหล่งวิเคราะห์และรวบรวมสถิติด้านต่าง ๆ ไว้ ซึ่งนำไปต่อยอดได้มาก

เมื่อได้ keyword แล้ว ให้นำมาเป็นหัวใจในการเขียนบทความ SEO ที่ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายต่อไป ทั้งนี้ ต้องใช้ในการตั้งชื่อบทความ (Title) และคิดบทคัดย่อ (Meta Description) เพื่อดึงดูดใจให้คนคลิกเข้ามาอ่านบทความฉบับเต็มในเว็บไซต์ด้วย เป็นการเพิ่มค่า traffic ให้เว็บไซต์ได้ด้วย

ทั้งนี้ การทำ บทความ SEO คนส่วนใหญ่จะใช้โปรแกรม WordPress ซึ่งสามารถดาวน์โหลดปลั๊กอิน เช่น Yoast SEO ช่วยในการวิเคราะห์การตั้งชื่อหัวข้อและการเขียนบทย่อ ว่าเหมาะสมหรือยังต้องปรับปรุง และ plugin นี้ยังสามารถใช้ในการสร้าง hyperlink เชื่อมโยงไปสู่เพจหน้าอื่น ซึ่งจะช่วยส่งผลให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้ด้วย

SEO รูปภาพ

การทำ SEO ให้รูปภาพ เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม แต่ที่จริงแล้วมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำ SEO ให้บทความ หากเว็บไซต์ของคุณแสดงรูปภาพสวย ๆ ปรากฏอยู่ในหน้าต่างค้นหาภาพหรือ image ใน Google จะกระตุ้นให้คนคลิกเข้าไปชมรายละเอียดอื่น ๆ ในเว็บไซต์ นำไปสู่การขายสินค้าได้ด้วย

มีการวิจัยพบว่าผู้คนในปัจจุบันชอบดูรูปภาพที่สวยงาม มีเอกลักษณ์ และนิยมนำรูปภาพที่น่าประทับใจไปอ้างอิงต่อ ซึ่งหากเว็บไซต์คุณทำ SEO จนภาพถูกนำไปใช้ต่อก็จะทำให้เพิ่มค่า traffic การเข้าชมเว็บไซต์ได้ ทำให้ยิ่งเพิ่มอันดับ SEO เว็บไซต์ให้ดีขึ้นได้

การทำ SEO ให้กับรูปภาพ จะประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ

การทำสารบัญรูปภาพหรือที่เรียกว่า sitemap

การใส่รายละเอียดลงไปในส่วน alt tag และการวางตำแหน่งรูปภาพให้เหมาะสมตรงกับย่อหน้าที่กล่าวถึง

การตรวจสอบผลการทำใน Google search Console ว่าว่าข้อมูลในระบบมีการอัปเดตขึ้นจริง และเมื่อคุณลองพิมพ์ค้นหาใน Google ก็จะพบว่ารูปทั้งหมดที่คุณทำแสดงแล้วเรียบร้อย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO มีประโยชน์ต่อธุรกิจออนไลน์ ไม่ว่าจะทำ SEO ให้บทความหรือรูปภาพก็ต้องมีความสม่ำเสมอ มีการผลิตผลงานสดใหม่ตลอดเวลา และที่สำคัญต้องไม่ไปคัดลอกงานซ้ำจากแหล่งอื่นที่จะทำให้ถูกแบนจากระบบ Google ได้

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านเข้าใจหลักการทำ SEO ในสองส่วนนี้มากขึ้น เพื่อนำไปปรับใช้กับธุรกิจออนไลน์ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์