Tagkeyword

การเขียนบทความทั่วไปต่างจากบทความ SEO อย่างไร นักเขียนรุ่นใหม่ควรรู้

การเขียนบทความทั่วไปต่างจากบทความ SEO อย่างไร

ปัจจุบันมีผู้ที่สนใจอยากทำอาชีพนักเขียนออนไลน์จำนวนมาก แต่ยังไม่ทราบความแตกต่างระหว่างแนวทางการเขียนบทความทั่วไปและบทความสำหรับทำ SEO ให้เว็บไซต์ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดมาฝากกัน ดังนี้

การเขียนบทความทั่วไป

เป็นการผลิตบทความที่ต้องการสื่อสารไปยังกลุ่มคนเป้าหมาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อการสนับสนุนการทำธุรกิจ โดยมากจะหมายถึงบทความทางวิชาการ ผลงานวิจัย งานเขียนเชิงข่าวและสารคดี หรือการรีวิวสรุปข้อมูลจากแหล่งข้อมูลหรือสื่อหลายรูปแบบมารวมกัน โดยใช้ภาษาแนวทางการหรือกึ่งวิชาการ จึงทำให้นักเขียนที่รับทำงานเขียนบทความแบบทั่วไป ไม่จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดเรื่องการทำการตลาดแบบ SEO ที่ต้องมีการใส่คำสำคัญที่เรียกว่า keyword เพียงแต่การมุ่งเน้นที่สาระสำคัญที่ต้องการสื่อสารไปยังผู้อ่านก็เพียงพอแล้ว

การเขียนบทความ SEO

เป็นการผลิตบทความให้สอดคล้องตามระบบ SEO หรือ search engine optimization ที่ Google กำหนดกติกาของบทความที่มีคุณภาพไว้ โดยลูกค้าของบทความ คือ บริษัทห้างร้านที่ต้องการให้บทความ SEO สนับสนุนด้านธุรกิจได้อย่างดี คือ เพิ่มอันดับการสืบค้นจากการหาด้วย Google ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งทำให้มีความเชื่อมั่นในแบรนด์มากขึ้นจากลูกค้า (ทำให้แบรนด์ติดตลาดง่าย) และที่สำคัญ ช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี

การเลือก keyword หรือคำสำคัญ สำหรับทำบทความ SEO จึงสำคัญมาก ที่ต้องมีการสืบค้นและวิเคราะห์จาก Google search Console ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายจาก Google ในการเลือกคำที่ตรงกับการสืบค้นของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากที่สุด และนำมาใส่ในส่วนต่าง ๆ ของบทความที่จะลงในรูปแบบออนไลน์ และยังรวมถึงส่วนอื่น ๆ เช่น Title (ส่วนหัวเรื่อง) Meta Description (ส่วนสรุปย่อที่มีความยาวไม่เกิน 150 คำ)

ตัวอย่างเช่น กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ที่กำลังมองหาบริษัทรับทำ SEO หากคุณเป็นบริษัทรับทำ SEO มีการใส่คีย์เวิร์ดว่า SEO ลงไปทั้งในส่วนหัวข้อและส่วนสรุปย่อ เช่น “บริษัทรับทำ SEO ประสบการณ์สูง เพิ่มยอดขายได้จริง ต้องดูอย่างไร” (หัวข้อ) และ “วิธีการพิจารณาบริษัทที่น่าเชื่อถือ เทคนิคการทำ SEO แบบมืออาชีพ เพื่อเพิ่มยอดขายให้แก่ธุรกิจคุณ ตามแนวทางการตลาด SEO สมัยใหม่” (Meta Description) จะทำให้ดึงดูดผู้เข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์มากขึ้นคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด

นอกจากนี้ ในตัวบทความ SEO เอง ยังต้องใส่คีย์เวิร์ดกระจายในส่วนต้น กลางและท้ายเรื่องอย่างเหมาะสม และไม่ใส่คำซ้ำมากเกินไปกว่า 2-4 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบ algorithm ของ search engine วิเคราะห์ว่าเป็นบทความคุณภาพต่ำ ซึ่งจะส่งผลต่ออันดับการสืบค้น SEO ของเว็บไซต์ธุรกิจนั้น ๆ ด้วย

จะเห็นได้ว่า การเขียนบทความทั่วไปแตกต่างจากการเขียนบทความ SEO อย่างมาก ซึ่งธุรกิจในปัจจุบันจะนิยมจ้างงานนักเขียนที่ทำงานเขียนแนว SEO ได้ดี เพื่อส่งเสริมธุรกิจมากขึ้น เราหวังว่าบทความนี้ จะเป็นแนวทางเบื้องต้นที่ทำให้นักเขียนออนไลน์รุ่นใหม่เรียนรู้ เพื่อที่จะทำผลงานเขียนได้มีประสิทธิภาพตรงกับเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

ทำไมขายของออนไลน์ ต้องรู้เรื่อง SEO

การขายของผ่านช่องทางออนไลน์ในปัจจุบันมีคู่แข่งจำนวนมาก เนื่องจากเป็นช่องทางที่ทุกคนเข้าถึงกันได้อย่างรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความเร็วของระบบอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายติดต่อกันได้สะดวก ประกอบกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมากขึ้น

ผู้ที่ต้องการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ในโลกออนไลน์ให้เป็นที่รู้จัก จึงต้องศึกษาการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ด้วยตัวเอง เพื่อการต่อยอดทางธุรกิจในระยะยาว

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ให้ เข้าสู่หลักเกณฑ์ที่ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google กำหนดไว้ เพื่อให้มีการสะสมข้อมูลแล้วนำไปสู่การวิเคราะห์จากระบบ Algorithm ที่เป็น AI อัจฉริยะ อันเป็นตัวแสดงคุณภาพของเว็บไซต์ที่ชัดเจน เว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงจะปรากฏเป็นอันดับต้น ๆ ของหน้าต่างการสืบค้น ทำให้มีโอกาสได้รับยอดการสั่งซื้อสูงและทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ On-Page SEO และ Off-Page SEO

1. On-Page SEO คือ การพัฒนาในส่วนโครงสร้างเว็บไซต์และเนื้อหาภายใน นั่นคือ บทความที่มีสาระความรู้สำหรับผู้อ่าน ซึ่งต้องสอดคล้องกับสินค้าและบริการที่จำหน่าย

Keyword SEO ที่ใช้ต้องมีการวิจัยว่าเป็นคำที่ตรงกับการค้นหาของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เมื่อนำมาเขียนเนื้อหา ต้องมีข้อมูลที่ทันสมัย ที่สำคัญคือ ไม่คัดลอกบทความจากแหล่งอื่น อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่ระบบ AI จะวิเคราะห์ว่าเป็นบทความขยะ หรือ Spam ได้

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ รวมถึงการเลือกรูปแบบตัวอักษรและธีมสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ ก็มีผลอย่างมากในการเข้าถึงและเป็นที่จดจำได้ง่าย ความสวยงามที่ลงตัวจะดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาชมใช้เวลาในเว็บไซต์นานขึ้น ทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้ด้วยทำไมขายของออนไลน์ ต้องรู้เรื่อง SEO

2. Off-Page SEO คือการทำ Backlink เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์ทางธุรกิจกับห้องแชทหรือเว็บไซต์ออนไลน์ทั่วไป ตัวอย่างเช่น การแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกอาหารสด เทคนิคการเก็บอาหารให้สดได้นาน โดยที่คุณเป็นผู้จำหน่ายตู้เก็บความเย็น สำหรับโรงงาน โรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯ

โดยไปแนะนำข้อมูลที่เป็นความจริง ในห้องแชท Pantip หรือ Facebook หากมีผู้ที่สนใจอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับการเก็บเนื้อสัตว์ให้สดได้ยาวนาน ก็สามารถสอบถามข้อมูลจากเว็บไซต์ของคุณและนำมาซึ่งการปิดยอดขายได้

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO เป็นเทคนิคที่สร้างประโยชน์ให้กับเว็บไซต์ขายสินค้าและบริการออนไลน์ได้ทุกประเภท โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัททำโฆษณา ผู้ที่สนใจ ขายของออนไลน์ จึงควรเรียนรู้การทำเว็บไซต์ SEO เสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำและเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็ว

ทำเว็บไซต์ SEO แล้วจะเช็คการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

การทำเว็บไซต์ SEO (Search Engine Optimization) เป็นสิ่งที่กูรูทางการตลาดแนะนำให้ผู้ทำเว็บไซต์ต้องพัฒนาตามหลักเกณฑ์ที่ Search Engine อย่าง Google กำหนด เนื่องจากทำให้ระบบ Algorithm ประมวลและวิเคราะห์อันดับของเว็บไซต์ได้ และนำเสนอผลเป็นอันดับในหน้าต่างการสืบค้น เมื่อมีลูกค้ามาพิมพ์หาด้วยคีย์เวิร์ดนั้น ๆ

ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านยอดขายและจำนวนของลูกค้า ทั้งแบบประจำและลูกค้าใหม่ได้ ทั้งนี้ วิธีที่จะวัดการเปลี่ยนแปลงของเว็บไซต์หลังการทำ SEO ที่ชัดเจนได้อีก คือ การเช็คผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราได้รวบรวมวิธีการเช็คมาฝากกัน ดังนี้

1. เช็คใน Google Chrome

โดยการใช้ระบบ Incognito Mode หรือการไม่ระบุตัวตน แทนการหาจากหน้าจอ Google Search แบบปกติทั่วไป เพราะจะทำให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำกว่า วิธีการ คือ การเปิด Google Chrome แล้วกดปุ่ม Shift และ Ctrl พร้อมกับ N แล้วจะเกิดหน้าต่างใหม่ขึ้นมา หลังจากนั้นให้ใส่ Keyword ลงไปในช่องการสืบค้น

ผลที่ได้ คือ รายชื่อเว็บไซต์ SEO ที่ใช้ Keyword นั้น จำนวน 20 อันดับต้น วิธีนี้มีข้อจำกัด คือ หากเป็นเว็บไซต์ใหม่ที่เพิ่งสะสมข้อมูลในระบบ SEO จำเป็นต้องใช้ระยะเวลา 3-6 เดือนขึ้นไป กว่าจะมีอันดับ SEO ที่ดีขึ้น (หากเว็บไซต์ของคุณมีอันดับต่ำกว่า 20 ก็จะไม่แสดงผลในหน้าจอทดสอบนี้)

2. เช็คผ่านเว็บไซต์ของต่างประเทศ

เว็บไซต์ Serplab.Co.Uk เป็นแหล่งเช็คอันดับ SEO ที่ใช้งานง่ายและให้ความสะดวกสูง สามารถเช็ค Keyword ได้พร้อมกันถึง 5 คำ โดยกรอก URL Address ของเว็บไซต์คุณ พร้อมกับใส่ Keyword ทั้ง 5 ลงไปในช่องว่าง ระบบจะวิเคราะห์และแสดงผลออกมาให้ในทันที โดยจะทำให้ทราบว่าแต่ละคีย์เวิร์ดนั้น ผล SEO ของเว็บไซต์คุณถูกแสดงผลเป็นอันดับที่เท่าใดบ้าง

3. เช็คผ่าน Application ชื่อว่า SEO SERP

SEO SERP เป็นโปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้อย่างสะดวก เพียงใส่ Keyword ที่คุณใช้ในเว็บไซต์ลงในช่องค้นหาลำดับ SEO ผลก็แสดงเป็นตัวเลขของแต่ละคีย์เวิร์ดออกมาได้พร้อมกันเป็น 10 คำ โดยใช้เวลาน้อย นับว่าเป็นเทคนิคที่สะดวกมากทีเดียว

4. ใช้โปรแกรม Google Search Console

Google Search Console เป็นโปรแกรมที่ Google ให้บริการฟรี เพียงต้องตั้งค่าการเชื่อมโยงกับ WordPress ซึ่งเป็นโปรแกรมตรวจสอบคุณภาพของแต่ละเว็บไซต์ที่ลงทะเบียนไว้ โดยค่าที่วิเคราะห์ได้ จะมีความละเอียดสูง ทั้งแสดงจำนวนการคลิก ค่า CTR (Click Through Rate) ระดับ SEO ของแต่ละ Keyword เพื่อให้ผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์นำข้อมูลไปปรับปรุงพัฒนาเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้นต่อไปวิธีที่จะวัดการเปลี่ยนแปลงของเว็บไซต์

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO สามารถที่จะวัดผลการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้ จากหลายช่องทาง ซึ่งผู้ประกอบการที่สนใจทำเว็บไซต์ออนไลน์ควรศึกษาไว้ควบคู่กับการทำ SEO อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์และพัฒนาปรับปรุงคุณภาพในการทำ SEO ให้เห็นผลดีทางธุรกิจยิ่งขึ้นไปในระยะยาว

การทำ SEO ดีไหม เสียค่าใช้จ่ายอย่างไร มือใหม่ค้าขายออนไลน์ต้องอ่าน

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นสิ่งที่กูรูผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดแนะนำและกล่าวถึงอย่างมาก ว่าสามารถช่วยให้เว็บไซต์ทางธุรกิจทุกประเภทเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น ทำให้เพิ่มยอดขายและสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ นักธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่จำนวนไม่น้อย ยังข้องใจว่า การทำ SEO จะมีค่าใช้จ่ายอย่างไรและเหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองหรือไม่ หากอ่านบทความนี้จบแล้ว คุณจะได้คำตอบอย่างแน่นอน

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่มีจุดเด่น คือ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่ Search Engine อย่าง Google, Bing และ Yahoo แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ ซึ่งมีอยู่ 2 ส่วนที่สำคัญ คือ

1. On-Page SEO

หากอยากให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่จดจำและได้รับการสั่งซื้อซ้ำจากลูกค้าบ่อย ๆ ต้องพัฒนาในส่วนนี้ให้มาก เริ่มจากการเลือก Keyword SEO ที่ดี เช่น ผู้ทำเว็บไซต์ให้บริการรับดูแลสุนัขและแมว ควรใช้ Keyword ในการสร้างบทความว่า “รับดูแล สุนัข แมว กรุงเทพ” เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับคำที่กลุ่มเป้าหมายใช้ค้นหาร้านที่ต้องการ

นอกจากนี้ การออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและมือถือ จะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น การคิดโลโก้และรูปแบบฟอนต์ตัวอักษรที่สื่อถึงแบรนด์ เช่น หากทำเว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์โรงแรมที่พัก ก็ควรใช้สีน้ำเงิน สีน้ำตาลและตัวอักษรกึ่งทางการเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ

การหมั่นเพิ่มเติมบทความที่ให้คุณค่า และพัฒนาเว็บไซต์ของคุณอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้มีข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์มากพอที่ระบบ Algorithm หรือ AI อัจฉริยะของ Search Engine จะวิเคราะห์ว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพดี ที่จะนำเสนอเป็นอันดับต้น ๆ ในหน้าต่างการสืบค้นต่อไป

2. Off-Page SEO

เป็นการเชื่อมโยงลิงก์ของเว็บไซต์คุณเข้ากับเว็บไซต์ภายนอก เพื่อให้มีการขยายฐานลูกค้า โดยมากขึ้น โดยเน้นที่ความจริงใจเป็นมิตรมากที่สุด โดยวิธีที่นิยม คือ การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในห้องแชททาง Social ต่าง ๆ เช่น คุณเปิดเว็บไซต์ขายสินค้าออร์แกนิกไร้สารเคมี คุณก็ควรจะอยู่ในกลุ่มโซเชียลของผู้รักสุขภาพ เพื่อมีการพูดคุยเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ หากมีผู้ใดสนใจสินค้าออแกนิกคุณก็สามารถที่จะให้ข้อมูลและลิงก์เพจหรือเว็บไซต์ของคุณได้ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมการขายในที่สุด เทคนิคนี้จะทำให้แบรนด์คุณเป็นที่รู้จักและก็มียอดการสั่งซื้อสินค้ามากขึ้นตามมานั่นเอง

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO นั้น ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนใดเลย ซึ่งคุณสามารถเริ่มทำ SEO กับเว็บไซต์ของคุณได้ตั้งแต่วันนี้ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูล ประมาณ 3 เดือนถึง 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งบรรดากูรูการตลาดต่างการันตีว่า ความสม่ำเสมอในการทำ SEO จะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกออนไลน์แน่นอน

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่มีจุดเด่น

ทำไมการทำบทความ SEO จึงสำคัญ

การทำบทความ SEO เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดออนไลน์ที่เรียกว่า Search Engine Optimization ซึ่งจำเป็นมากสำหรับร้านค้าออนไลน์ เพราะเป็นส่วนที่ระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะหรือ AI ใน Search Engine อย่าง Yahoo และ Google ใช้ในการจัดอันดับของเว็บไซต์ เมื่อมีการสืบค้นด้วย Keyword จากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ก็จะแสดงออกมาตามลำดับคุณภาพของบทความ

ในปัจจุบัน จึงมีบริษัทรับจ้างทำบทความ SEO จำนวนมาก ที่มีแพ็คเกจแบบรายเดือนรายปี เพื่อที่จะมีการเขียนบทความนำเสนอบนเว็บไซต์ได้เป็นประจำทุกวัน

ทั้งนี้ การทำบทความ SEO ที่มีคุณภาพจะต้องประกอบไปด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้

1. การใส่ keyword ที่ได้มาจากการวิเคราะห์ด้วย Yahoo Search หรือ Google Search ที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจนั้น ตัวอย่างเช่น ร้านขายดอกไม้ออนไลน์ก็ควรจะใช้ keyword ที่เกี่ยวข้องกับการจัดช่อดอกไม้แบบต่าง ๆ ความหมายของดอกไม้แต่ละชนิดในช่อ ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่กำลังต้องการสั่งดอกไม้ให้เพื่อนวันรับปริญญา ได้เข้ามาอ่านบทความและสั่งดอกไม้จากทางเว็บไซต์ในอนาคต

2. มีรูปประกอบที่สวยงามอย่างน้อย 2-3 รูป เพื่อที่จะดึงดูดความสนใจจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยต้องเป็นรูปที่ไม่ติดลิขสิทธิ์ หรือนำมาใช้โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตเพราะว่าจะมีการตรวจจับด้วยระบบ AI ของ search engine ที่ทำให้ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ลง

3. การตั้งชื่อของบทความ (Title) และส่วน Meta Description ซึ่งจะเป็นเหมือนการสรุปย่อของเนื้อหาในเว็บไซต์ ควรจะต้องมี Keyword ที่ตรงกับบทความอยู่ในสองส่วนนี้ และควรให้มีความยาวของที่เหมาะสม ซึ่งถ้ามีการใช้โปรแกรม Word Press และ Plugin YOAST SEO เข้าไปช่วยในการวิเคราะห์ ก็จะสามารถออกแบบในส่วนนี้ได้ดียิ่งขึ้น เพราะจะมีการแสดงคุณภาพออกมาเป็นไฟสีแดง เหลือง เขียว ที่บ่งบอกว่าคุณภาพของบทความ หัวข้อ ฯลฯ อยู่ในขั้นใดบ้าง (สีแดงคือไม่ผ่าน สีเหลืองคือพอใช้ สีเขียวคือผ่าน)

4. การเขียนบทความ ต้องให้มีความยาวเหมาะสมกับกลุ่มผู้อ่านเป้าหมาย เช่น บทความสำหรับการโพสต์ใน Facebook ก็ควรยาว 200-300 คำ ถ้าเป็นการโพสต์ในเว็บไซต์ให้ความรู้แบบวิชาการ ก็จะมีความยาวอยู่ที่ประมาณ 1000 ถึง 2000 คำ เป็นต้น

5. การเพิ่มลิงค์ ด้วยการมีแหล่งเนื้อหาที่เป็นต่างประเทศ เพื่อความน่าเชื่อถือของบทความจะเพิ่มผลในการจัดอันดับที่ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะเว็บไซต์แนวให้ความรู้ด้านสุขภาพ อาหารเสริม วิตามิน หรือแนวการลงทุน ที่ต้องมีการแสดงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ฯลฯ

จะเห็นได้ว่า การทำบทความ SEO ที่มีคุณภาพมีความสำคัญต่อการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่เว็บไซต์ ทำให้มีผลการจัดอันดับของ Search Engine ที่ดีขึ้น และเพิ่มลูกค้าในระยะยาวได้

การใส่ keyword ที่ได้มาจากการวิเคราะห์